ไทยพบอีก 4 สายพันธุ์ย่อย ‘เดลต้า’ ยืนยันไม่ใช่สายพันธุ์ไทย และไม่ใช่สายพันธุ์ใหม่
เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงอัพเดตข้อมูลการจำแนกตามสายพันธุ์ที่เฝ้าระวังและการกลายพันธุ์ของเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทย ว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีการถอดรหัสพันธุกรรมมากกว่า 2,000 ตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์เดลต้า 2,132 ตัวอย่าง สายพันธุ์อัลฟ่า 134 ราย สายพันธุ์เบต้า 29 ราย ซึ่งยังอยู่โซนภาคใต้ ในเขตสุขภาพที่ 11 และ 12 ได้แก่ นราธิวาส 15 ราย กระบี่ 5 ราย ภูเก็ต 2 ราย ปัตตานี 4 ราย และสงขลา 3 ราย
“ดังนั้น เรายังพบเบต้าในภาคใต้ตอนล่างติดกับประเทศมาเลเซีย จากเดิมที่เราพบในกรุงเทพมหานคร และ จ.บึงกาฬ สายพันธุ์เบต้าขณะนี้ก็จบลงแล้ว ไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม”
“อย่างไรก็ตาม สายพันธุ์เบต้าไม่ได้แพร่ระบาดเร็ว หากเราจำกัดวง หยุดให้ได้ ก็จะค่อยๆ หายไปจากจังหวัด และอาจหายไปจากประเทศได้” นพ.ศุภกิจกล่าว และว่า
“ทั้งนี้ ภาพรวมของประเทศระหว่างวันที่ 14-20 ส.ค.64 สัดส่วนสายพันธุ์ที่เฝ้าระวัง สายพันธุ์เดลต้า อยู่ที่ 93% เฉพาะในกรุงเทพฯ 96.7% อีก 3.3% เป็นอัลฟ่า ส่วนภูมิภาคพบเดลต้า 85.2% อัลฟ่า 11% และเบต้า 3.8%”
“โดยบ้านเราส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์เดลต้าแล้ว ซึ่งจะมีการเฝ้าระวังต่อไปแต่อาจจะลดการรายงานลง เพราะยังไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง จนกว่าจะมีสายพันธุ์อื่นที่มาแซงเดลต้า ก็จะมีการรายงานต่อไป”
“สรุปได้ว่า สายพันธุ์เดลต้ากระจายทั้ง 77 จังหวัดแล้ว จากสัปดาห์ที่แล้ว ยังไม่พบใน จ.สุพรรณบุรี แต่สัปดาห์นี้พบ 3 ราย ดังนั้น เดลต้าเป็นสายพันธุ์หลักที่ติดเชื้อในไทย”
นพ.ศุภกิจกล่าวว่า สายพันธุ์เดลต้ามีชื่อว่า B.1.617.2 ไทยก็พบสายพันธุ์เดียวกับที่พบส่วนใหญ่ทั่วโลก หลังจากนั้นเมื่อมีการระบาดกว้างขวาง เพิ่มจำนวนเร็ว จึงมีสายพันธุ์ย่อยที่ตรวจจับได้ ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเว็บไซต์ของศูนย์จีโนมได้รายงานสายพันธุ์ย่อยเดลต้าไว้
“ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์ฯ มีการถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสทั้งตัว สัปดาห์ละ 400-500 ราย เป็นอย่างน้อย ทำให้เราทำพบความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ต้องจับตาดู โดยจะประสานกรมควบคุมโรค ติดตามผู้ติดเชื้อรายนั้นว่ามีอาการเปลี่ยนแปลงอย่างไร มีอาการหนัก หรือมีการเพิ่มจำนวนที่ผิดปกติอย่างไร ซึ่งเป็นมาตรฐานของประเทศไทย”
“เบื้องต้นยังไม่พบข้อแตกต่างตรงนี้ สำหรับสายพันธุ์ย่อยที่พบครั้งนี้ต้องเรียนก่อนว่า ไม่ได้มีเฉพาะประเทศไทย ยังมีอีกหลายประเทศ ทั้งอังกฤษ สเปน เดนมาร์ก มีรายงานเช่นกัน ดังนั้น อย่าไปสรุปว่าเป็นสายพันธุ์ของไทย แต่เราต้องจับตามองว่าสายพันธุ์นี้จะมีผลต่อการควบคุมโรคหรือไม่ ซึ่งมีการติดตามต่อเนื่อง” นพ.ศุภกิจกล่าวย้ำ

ด้าน ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาล (รพ.) รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการที่หลากหลายประเทศมีการถอดรหัสพันธุ์กรรมของโควิด-19 ทั้งจีโนม (whole genome sequence) อย่างต่อเนื่องทุกอาทิตย์ หรือทุกเดือน และอัพโหลดขึ้นไว้บนระบบฐานข้อมูลจีโนมโควิดโลก เรียกว่า GISAID
โดยประเทศไทยก็มีการจัดทำข้อมูลดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันมี 3 ล้านตัวอย่างทั่วโลกช่วยกันส่งข้อมูลเข้าไป และจะมีการจัดหมวดหมู่แต่ละสายพันธุ์ และประมวลผลในรูปแบบของแผนภูมิต้นไม้ (Phylogenetic tree) คือแผนภูมิที่แสดงถึงสายวิวัฒนาการจากลำต้น (สายพันธุ์ดั้งเดิม) ทั้งอัลฟ่า (B.1.17) เดลต้า (B.1.617.2) แกมม่า เบต้า (B.1.351) ซึ่งรูปแบบนี้จะทำให้เห็นถึงการกลายพันธุ์ได้ด้วย
“จากข้อมูลดังกล่าวพบว่า สายพันธุ์เดลต้ามีการกลายพันธุ์หลุดออกมาถึง 60 ตำแหน่ง เมื่อเทียบกับอู่ฮั่นเดิม จากจีโนมทั้งหมด 3 หมื่นตำแหน่ง ซึ่งการมีกลายพันธุ์ออกไปจำนวนมาก บ่งชี้ว่ามีการแพร่ระหว่างคนสู่คนมาก อย่างไรก็ตาม กรณีสายพันธุ์เดลต้า จะมีตัวหลักที่เรียกว่า B.1.617.2 ซึ่งพบว่ามีการกระจายตัวแตกเป็นสายพันธุ์ย่อยถึง 27 สายพันธุ์ย่อย”
“มีตั้งแต่ AY.1 ไปจนถึง AY..22 ข้อมูลนี้มาจากระบบ ไม่ใช่นักวิจัยทำกันเอง เมื่อดูฐานข้อมูลของประเทศไทยจะพบว่าอัลฟ่า 11% เบต้า 14% เดลต้า 71% และสายพันธุ์ย่อยเดลต้า พบดังนี้ AY.4 หรือ B.1.617.2.4 พบ 3% ในปทุมธานี 4 คน, AY.6 หรือ B.1.617.2.6 พบ 1% มี 1 คน, AY.10 หรือ B.1.617.2.10 พบ 1% หรือ 1 คนใน กทม. และ AY.12 พบ 1 คน เป็นต้น”
“ทั้งนี้ ข้อมูลที่มีการเก็บทั้งหมดจะรายงานว่าพบที่ไหน อย่างไร เมื่อไร จำนวนเท่าไร เพื่อติดตามการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากนี้ต้องติดตาม AY ต่างๆ มากขึ้น อย่างสายพันธุ์ย่อย AY.4 พบมากแถวปทุมธานี ส่วน AY.12 พบย่านพญาไท ที่เราพบบริเวณดังกล่าวเพราะมีการสุ่มบริเวณนั้น” ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์กล่าว
ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์กล่าวว่า ส่วนที่สงสัยว่าสายพันธุ์ย่อยมาจากไหนนั้น หากพิจารณาสายพันธุ์ย่อยที่พบไม่ได้บ่งชี้ว่ามาจากสถานกักกันโรค หรือมาจากสนามบิน แต่กลับบ่งชี้ว่าเป็นลูกหลานของสายพันธุ์หลักเดลต้าที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย
“ส่วนสายพันธุ์หลักจะมาจากไหนก็ต้องไปว่ากันอีกที ว่าเราไปให้ประเทศเพื่อนบ้าน หรือเพื่อนบ้านให้เรา ดังนั้น เมื่อทราบข้อมูลก็จะนำไปสู่การควบคุมดูแลอีกแบบหนึ่ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สายพันธุ์ย่อยดังกล่าวยังไม่มีข้อมูลมารองรับว่าดื้อต่อวัคซีนหรือไม่ รวมไปถึงอาการต่างๆ เป็นต้น”
นพ.สุรัคเมธ มหาศิริมงคล ผู้อำนวยการสถาบันชีววิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า สายพันธุ์เดลต้ามีการอัพเดตตลอด และล่าสุดข้อมูลวันที่ 9 ส.ค.64 ทำให้ทราบว่ามีสายพันธุ์ย่อย AY.1 ไปจนถึง .25 ทุกตัวของสายพันธุ์เดลต้ายังมีคุณสมบัติแพร่กระจายเร็ว อาการรุนแรง
“อย่างไรก็ตาม สำหรับเชื้อเดลต้าพลัสที่อินเดียเคยรายงานนั้น คือ K417N ในไทยยังไม่เจอ อย่างไรก็ตาม กรมวิทยาศาสตร์ฯ ได้มีการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของเชื้อไวรัส ใช้เวลา 3-5 วัน เราทำมาตลอด โดยเราถอดรหัสพันธุกรรม”
“ทั้งจีโนมล่าสุด 1,955 ตัวอย่าง พบว่าเป็นอัลฟ่า 71% ส่วนเดลต้า 23% ซึ่งเป็นการสุ่มตรวจตั้งแต่ 28 พ.ค. เป็นข้อมูลพื้นฐานที่ทำให้เราพบสายพันธุ์เดลต้าอยู่”
“อย่างไรก็ตาม AY.4 พบมากสุดใน จ.ปทุมธานี 4 ตัวอย่าง AY.6 พบในกรุงเทพฯ 1 ตัวอย่าง AY.10 พบกรุงเทพฯ 1 ตัวอย่าง และ AY.12 พบ จ.สุราษฎร์ธานี 2 ตัวอย่าง และกรุงเทพฯ 1 ตัวอย่าง ซึ่งเป็นข้อมูลตั้งแต่ มิ.ย.ถึง ส.ค. โดยเราจะมีการติดตามและถอดรหัสพันธุกรรมอีก 6,000 ตัวอย่าง”

ผู้สื่อข่าวถามอาการของคนที่พบสายพันธุ์ย่อยเป็นอย่างไร นพ.ศุภกิจกล่าวว่า ยังไม่พบว่าแตกต่างจากผู้ป่วยสายพันธุ์หลัก แต่ด้วยยังมีจำนวนไม่มากจึงต้องมีการติดตามต่อเนื่องอีก อย่างที่บอกว่าจำนวนยังน้อยอยู่จึงไม่สามารถบอกอะไรได้มาก แต่หลักๆ ทุกสายพันธุ์ย่อยมักเจอในสถานที่มีการระบาดอย่างกว้างขวาง จึงต้องเฝ้าระวัง
เมื่อถามว่าตัวอย่างในต่างประเทศพบความรุนแรงของสายพันธุ์ย่อยด้วยหรือไม่ นพ.ศุภกิจกล่าวอีกว่า ในต่างประเทศยังไม่มีข้อมูลว่าแพร่เร็วขึ้น หรือทำให้อัตราการป่วยตายมากขึ้น และยังไม่ถูกจัดชั้นอะไร เพียงแต่ว่าทุกอย่างก็จะเป็นแบบนี้ เพราะการกลายพันธุ์เกิดขึ้นได้ตลอด แต่หากการกลายพันธุ์แล้วไม่รุนแรงก็จะไม่มีอะไร ซึ่งก็ต้องเฝ้าระวังและติดตามอย่างต่อเนื่อง
เมื่อถามอีกว่าเพราะอะไรถึงพบสายพันธุ์ย่อยในเดลต้า แต่ก่อนหน้านี้สายพันธุ์อัลฟ่าไม่มีรายงานสายพันธุ์ย่อย ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์กล่าวว่า ไม่ว่าสายพันธุ์อะไรก็ตาม หากมีการแพร่กระจายจากคนสู่คนได้มากก็มีโอกาสกลายพันธุ์ และมีสายพันธุ์ย่อยได้มาก

เมื่อถามว่าการสุ่มตรวจตัวอย่างจะมีการขยายไปยังพื้นที่ใดต่อไป นพ.ศุภกิจกล่าวอีกว่า หลักการสุ่มตรวจสายพันธุ์ปัจจุบันสอดคล้องทั้งคนไข้หนัก คนไข้ชายแดน รวมถึงการสุ่มรูทีนปกติ ซึ่งหากพบปัญหาหรือจำนวนมากก็จะพบขึ้น แต่หากมีน้อย ไม่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น เพราะบางสายพันธุ์โผล่ขึ้นมาแล้วแต่ก็จบหายไปก็มีเช่นกัน ซึ่งเรามีเครือข่ายติดตามเรื่องนี้อยู่ ทั้งนี้ เรายังได้รับร้องขอจากภูมิภาคว่า หากประเทศเพื่อนบ้านไม่สามารถตรวจได้ก็สามารถส่งตัวอย่างมาได้ ซึ่งก็ต้องมีการหารือกันต่อ
เมื่อถามว่าสรุปแล้วเดลต้ามีต้นกำเนิดจากที่ไหน และสายพันธุ์ย่อยคือไม่ใช่ของไทยใช่หรือไม่ นพ.สุรัคเมธกล่าวว่า เดลต้าต้นกำเนิดมาจากอินเดีย การจะบอกว่าเดลต้าเกิดในไทยก็ยังไม่ชัดเจน แต่ 4 ตัวนี้ชัดเจนว่าพบครั้งแรกในแถบยุโรป ซึ่งทั้งหมดอาจมาจากอินเดียก็ได้ แล้วกระจายไปทั้งโลก แต่ก็ต้องมีการศึกษาติดตามข้อมูลต่อไป
นพ.ศุภกิจกล่าวว่า สรุปการพบสายพันธุ์ย่อยในเดลต้านั้นไม่ใช่สายพันธุ์ไทย และไม่ใช่สายพันธุ์ใหม่ แต่ 4 สายพันธุ์ย่อยนี้เป็นลูกหลานของเดลต้าที่พบในไทยอยู่แล้ว ซึ่งยังไม่พบความรุนแรง หรือมีผลใดๆ และไม่เป็นปัญหากับระบบใดๆ
โดยกรมวิทยาศาสตร์ฯ และเครือข่ายจะติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จากฐานข้อมูลระดับโลก ประเทศไทยที่มีรายงานเข้าไปในระบบอย่างสายพันธุ์ย่อย AY.4 อย่างอังกฤษ 67% อเมริกา 13% เดนมาร์ก 3% สเปน 2% ฝรั่งเศส 2% ซึ่งอังกฤษทำเยอะมาก
“โดยจริงๆ การที่ประเทศพบและเจอสายพันธุ์ย่อยและมีการรายงานเข้าระบบถือเป็นด้านบวก เพราะการพบจะช่วยให้เราจัดทำข้อมูลเพื่อควบคุมโรคอย่างเหมาะสม อย่างในอนาคตหากพบสายพันธุ์ไทย แต่ถ้าเราตรวจจับได้ถือเป็นเรื่องดีในแง่การควบคุมโรค” นพ.ศุภกิจกล่าว

