กองปราบทลายแก๊งจอมโจรโคตรปลอมยุค4จี จับสองแม่ลูก หลอกปั่นหัวเหยื่อยกครัวตุ๋น2ล้าน

25.08.21 | 13:48 น.

กองปราบเปิดปฏิบัติทลายแก๊งจอมโจรโคตรปลอมยุค 4 จี จับสองแม่ลูก หลอกปั่นหัวเหยื่อทั้งครอบครัว ตุ๋นเงินกว่า 2 ล้าน


เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 สิงหาคม ที่ กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. พร้อมด้วยพล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผบก.ป. พร้อมด้วย พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล ผกก.3 บก.ป. และเจ้าหน้าที่ กก.3 บก.ป. และ ตัวแทนเจ้าหน้าที่จาก บก.ปอท. ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการล่า “คริส” (เดอะ สแกมเมอร์(The Scammer)) จอมโจรโคตรปลอม ยุค 4G หลังเข้าตรวจค้นเป้าหมายจำนวน 5 จุด ในพื้นที่ อ.หนองแค จ.สระบุรี จนสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ 2 รายคือ น.ส.สุนันทินี สาเกทอง อายุ 33 ปี และ น.ส.รัชนี สกุลเอื้อ อายุ 63 ปี ตามหมายจับศาลอาญาธนบุรีที่ จ.343 และ จ.344 /2564 ตามลำดับ ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2564 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกง โดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น” พร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือ จำนวน 4 เครื่อง, แท็บเล็ต จำนวน 1 เครื่อง, คอมพิวเตอร์ จำนวน 1 เครื่อง, สมุดบัญชี จำนวน 1 เล่ม, บัตรเอทีเอ็ม จำนวน 1 ใบ และเอกสาร ซึ่งน่าเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

พล.ต.ต.สุวัฒน์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา ได้มีผู้เสียหายเข้ามาร้องขอความเป็นธรรมหลังถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวงเอาเงินด้วยการสร้างเรื่องราวอันเป็นเท็จ โดยการใช้ความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี และโซเชี่ยลมีเดีย ตัดต่อข้อความ ไฟล์เสียง แอบอ้างตนเป็นบุคคลใกล้ชิดข้าราชการในหน่วยงานรัฐ หน่วยงานเอกชน ปลอมแปลงเอกสารราชการ เอกสารสำคัญ ปลอมแปลงภาพ ข้อความ และ ข้อความเสียง เพื่อความสมจริงและสร้างความน่าเชื่อถือ จนทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ ส่งมอบทรัพย์สินให้คนร้ายจำนวนหลายครั้ง รวมจำนวนทั้งสิ้นกว่า 2,690,000 บาท

Advertisement

พ.ต.อ.วิวัฒน์ กล่าวว่า หลังทราบเรื่องจึงนำกำลังลงพื้นที่สืบสวน จนทราบว่ามีการทำเป็นขบวนการ แบ่งหน้าที่กันทำงานชัดเจน โดยเริ่มแรกจะสร้างตัวตนปลอมในโซเชี่ยลมีเดีย ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า Chrysilla Celandina Celia นำภาพดาราชาวต่างชาติหน้าตาดีมาแอบอ้างตั้งเป็นรูปโปรไฟล์ สร้างเรื่องราวว่าตนเองมีฐานะร่ำรวย ประกอบอาชีพเป็นนางแบบ อาศัยอยู่ต่างประเทศ มีความสนิทสนมกับข้าราชการตำรวจระดับผู้บัญชาการ เป็นหลานของนักธุรกิจยานยนต์ย่านสาทร เป็นเพื่อนกับพนักงานอัยการ และ รู้จักกับทนายความชื่อดัง จนกระทั่งมีผู้ติดตามตัวตนปลอมในโซเชี่ยลมีเดียของผู้ต้องหากว่า 20,000 คน

พ.ต.อ.วิวัฒน์ กล่าวต่อว่า หลังจากสร้างตัวตนปลอมในโลกออนไลน์แล้ว ก็จะทำการหาเหยื่อผ่านแอพพลิเคชั่นหาคู่ออนไลน์ โดยจะเลือกเหยื่อจากครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ เมื่อสามารถสานสัมพันธ์กับเหยื่อได้แล้ว ก็จะแชทพูดคุยกันก่อนยุยง ปลุกปั่น สร้างเรื่องราว ปลอมแปลงแชท ตัดต่อคลิปเสียง เพื่อหลอกลวงคนในครอบครัวผู้เสียหายเกิดความบาดหมาง หวาดระแวงกันเอง สร้างกับดักหัวใจให้กับคนในครอบครัวเพื่อที่ว่าผู้ต้องหาจะได้ทราบความเคลื่อนไหวของทุกคนในครอบครัว เมื่อกลุ่มมิจฉาชีพทราบว่า พ่อของผู้เสียหายนำรถยนต์ไปใช้ข้างนอกยังไม่กลับบ้าน จึงออกอุบายเป่าหูเหยื่อสร้างเรื่องหลอกลวงว่า รถถูกนำไปจำนำในตลาดมืด แต่ตนเองสามารถไถ่ถอนรถคืนมาได้ พร้อมกับส่งภาพเล่มทะเบียนรถ และเอกสารการจำนำรถที่จัดทำปลอมขึ้นส่งให้กับผู้เสียหายดู พร้อมกับพูดจาโน้มน้าว จนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินค่าไถ่ถอนรถยนต์ เข้าบัญชีของผู้ต้องหาเป็นเงินกว่า 1,530,000 บาท

พ.ต.อ.วิวัฒน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังได้สร้างเรื่องหลอกลวงว่าบิดาของผู้เสียหายติดการพนันอย่างหนัก และได้ออกอุบายให้นำเงินมาเก็บไว้ที่ผู้ต้องหา จนเหยื่อหลงเชื่อ โอนเงินเข้าบัญชีของผู้ต้องหาตามที่แนะนำ จำนวน 1,110,000 บาท นอกจากนี้ยังออกอุบายหลอกลวงเอาเงินของผู่เสียหายเพิ่มอีก โดยทำทีสร้างเรื่องใส่ความบิดาของผู้เสียหายว่าเป็นคนไม่ดี อ้างว่าได้ส่งของมีค่าและของแบรนด์เนมหลายชิ้น อาทิ นาฬิกาหรูมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท มาให้ผู้เสียหาย แต่ถูกบิดาของผู้เสียหายลักขโมยไปก่อนที่ผู้เสียหายจะได้รับ พร้อมทั้งอ้างว่าได้ไปแจ้งความตำรวจท้องที่ไว้แล้ว โดยนำเอกสารราชการที่ทำปลอมขึ้นมาหลายฉบับ เช่น บันทึกประจำวันการแจ้งความร้องทุกข์, เอกสารประกอบคดีต่างๆ,หมายจับ และ เอกสารราชการอื่นๆ ส่งให้กับทางผู้เสียหายดูเพื่อให้สมจริง เพื่อจะข่มขู่เรียกเงินค่าเคลียร์คดีจำนวน 9 แสนบาท รวมถึงยังมีการแอบอ้างว่ามีความสนิทสนมกับข้าราชการตำรวจระดับสูง ปลอมแปลงข้อความเสียงที่พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจนทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ โอนเงินให้ก่อนจำนวน 50,000 บาท ส่วนที่เหลือผู้เสียหายได้ขอผ่อนชำระเป็นรายเดือน พร้อมกับทำสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 850,000 บาท ขึ้นมา

“หลังจากผู้เสียหายตกลงทำสัญญากู้เงินแล้ว ผู้ต้องหาได้ทำการปลอมเอกสารเอกสารราชการของศาลและอัยการ ทำทีว่าได้มีการฟ้องร้องผู้เสียหายต่อศาลแพ่ง ปลอมแปลงหมายเรียกและหมายจับของศาลขึ้นทั้งฉบับ ตัดต่อคลิปเสียง อ้างว่ามีเจ้าหน้าที่เข้าไปทำการติดตามจับกุมผู้เสียหายที่บริเวณหน้าบ้านพัก ปลอมเอกสารของบริษัทที่ผู้เสียหายทำงานอยู่ โดยแอบอ้างว่าจะมีเจ้าหน้าที่จะเข้ามาติดตามจับกุมผู้เสียหายภายในที่ทำงาน จนเป็นเหตุให้ครอบครัวของผู้เสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียง และได้รับความเสียหายถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัว เนื่องจากผู้ต้องหาใช้อุบายหลอกลวงเอาเงินเก็บในวัยเกษียณของครอบครัวผู้เสียหายไปจนหมด” ผกก.3 บก.ป. กล่าว

พ.ต.อ.วิวัฒน์ ยังกล่าวอีกว่า ด้วยพฤติการณ์เหล่านี้ถือเป็นภัยต่อสังคมและเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันมิให้ประชาชนคนอื่นๆตกเป็นเหยื่อกลุ่มมิจฉาชีพกลุ่มนี้อีก จึงสนธิกำลังร่วมกับ บก.ปอท. และ สน.ภาษีเจริญสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน โดยใช้เวลานานร่วม 2 เดือน จึงสามารถสาวไปถึงตัวผู้กระทำผิดและนำไปสู่การเปิดปฏิบัติการตามล่าจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ซึ่งเป็นแม่ลูกกันได้ดังกล่าว ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบเคยมีประวัติถูกดำเนินคดีในลักษณะเดียวกันนี้มาก่อนในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกง” ที่ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เมื่อปี พ.ศ.2553 แต่สามารถหลบหนีการจับกุมจนกระทั่งหมายจับหมดอายุความในปี พ.ศ.2563 ก่อนจะมาก่อเหตุดังกล่าว เบื้องจากการสอบสวน ผู้ต้องหาทั้ง 2 คนยังคงให้การปฏิเสธ แต่ทางเจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อจึงนำตัวส่ง สน.ภาษีเจริญ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า จากการตรวจสอบพยานหลักฐานต่างที่ตรวจยึดได้ พบว่า ผู้ต้องหาได้มีการตัดต่อรูปภาพของผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการ และหน่วยงานราชการอื่นๆ ไว้ด้วยกันหลายรูปภาพ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีรูปภาพของ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช รอง ผบช.ก. ที่ถูกตัดต่อขึ้นมาทำให้ดูเหมือนว่ารู้จักกัน จึงน่าเชื่อได้ว่าผู้ต้องหาอาจมีการใช้ภาพตัดต่อดังกล่าวเหล่านี้ แอบอ้างสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ตนเองเพื่อใช้ในการหลอกลวงเหยื่อ นอกจากนี้ยังพบว่ามีการเปิดบัญชีแอพลิเคชั่นไลน์ เฟซบุ๊ก และแอพลิเคชั่นหาคู่ แชทพูดคุยกับเหยื่อทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติรวมกว่า 100 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ทำการตรวจสอบข้อมูลโดยละเอียดต่อไป