สสส.ร่วมสธ.ลงพื้นที่โคราชให้ข้อมูลแก้ปัญหา’ท้องในวัยรุ่น’

19.09.16 | 13:58 น.

เมื่อวันที่ 19 กันยายน โรงแรมสีมาธานี จ.นครราชสีมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และ จ.นครราชสีมา จัดเวทีแลกเปลี่ยน “นครราชสีมา:ต้นแบบการจัดการและการแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น” โดยนายสมหมาย วิเชียรฉันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ในปี 2552 จ.นครราชสีมามีหญิงอายุ 15-19 ปี มาคลอดเฉลี่ยสูงถึงวันละ 13 คน หรือคิดเป็น 58 คนต่อวัยรุ่นพันคน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ ที่น่าห่วงคือร้อยละ 80 ยังอยู่ในระบบการศึกษา จึงปรับการทำงานจากการแก้ไขปัญหาเป็นยุติปัญหา ภายใต้กลยุทธ์การจับคู่ทำงานระหว่างสถานศึกษากับสถานบริการสุขภาพ 400 โรงเรียน 400 โรงพยาบาล ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. เพื่อสอนให้นักเรียนมีทักษะชีวิต รู้จักปฏิเสธ มีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย

นพ.กิตติพงศ์ แซ่เจ็ง ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กล่าวว่า ขณะนี้ พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ครอบคลุมการดูแลวัยรุ่นคือ อายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป แต่ถึง 20 ปี สาระหลักสำคัญ อาทิ สถานศึกษาต้องจัดให้มีการสอนเพศวิถีศึกษาอย่างเหมาะสม สถานบริการสุขภาพต้องให้ข้อมูลความรู้และจัดบริการอนามัยเจริญพันธุ์ รวมทั้งส่งต่อให้ได้รับสวัสดิการสังคม สถานประกอบกิจการที่มีวัยรุ่นทำงานอยู่ต้องให้ข้อมูลความรู้และส่งเสริมให้เข้าถึงบริการอนามัยเจริญพันธุ์ รวมทั้งส่งต่อให้ได้รับสวัสดิการสังคม เป็นต้น

“พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดให้มีการตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ซึ่งเป็นคณะกรรมการระดับชาติ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในการจัดทำนโยบายยุทธศาสตร์ และให้มีการตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และมีหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาร่วมเป็นกรรมการ เนื่องจากแต่ละพื้นที่แต่ละจังหวัดมีสภาพปัญหาและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน เมื่อมีคณะกรรมการระดับจังหวัดก็จะช่วยให้ทราบปัญหาที่แท้จริงในพื้นที่และหาแนวทางที่เหมาะสม เช่น พ่อแม่ยังไม่เข้าใจเรื่องการสอนเพศวิถีที่ถูกต้อง การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย หรือการเข้าถึงบริการอนามัยเจริญพันธุ์ หรือการให้โอกาสเรียนต่อแก่นักเรียนที่ตั้งครรภ์ ก็ต้องไปทำความเข้าใจกับโรงเรียนว่าไม่สามารถไล่ออกได้” นพ.กิตติพงศ์กล่าว