ได้เวลา แก้ปัญหาขาดน้ำ
ด้วย บาดาลระดับลึก
“น้ำบาดาล” เป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญในการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิต ผู้คนกว่า 2 พันล้านคนทั่วโลก ใช้น้ำบาดาลเป็นน้ำบริโภค เนื่องจากน้ำบาดาลเป็นน้ำที่สะอาด มีแร่ธาตุสำคัญที่มีประโยชน์ต่อร่างกายละลายอยู่ใน น้ำบาดาล หรือที่เรียกว่า “น้ำแร่” ซึ่งประเทศที่ใช้น้ำบาดาลเป็นแหล่งน้ำหลักมากกว่าร้อยละ 90 ได้แก่ เดนมาร์ก โครเอเชีย มอนเตรเนโก ไอซ์แลนด์ และบาร์เบโดส และประเทศในแถบทะเลทราย ได้แก่ บาร์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ซาอุดีอาระเบีย โอมาน การ์ตา และลิเบีย เป็นต้น ในปี 2553 มีการจัดลำดับประเทศที่มีการเจาะน้ำบาดาลขึ้นมาใช้มากที่สุดในโลก อันดับ 1 คือ อินเดีย รองลงมา คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีการใช้น้ำผิวดินในการอุปโภคบริโภค และการเกษตรมาโดยตลอด เนื่องจากในอดีตประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” แต่เนื่องจากปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก Climate change เป็นต้นเหตุให้ฤดูกาลเปลี่ยนไป อุณหภูมิสูงขึ้น มีฤดูแล้งที่ยาวนานมากขึ้นกว่าเดิม หรือฝนทิ้งช่วงในกลางฤดูฝน
นอกจากนี้จำนวนป่าไม้ของประเทศไทยก็ลดลงจากอดีตเป็นอย่างมาก เนื่องจากการบุกรุก ตัดไม้ ทำลายป่า ทำให้ป่าต้นน้ำถูกทำลาย แม่น้ำลำธารหลายสายที่เคยชุ่มชื้นและมีน้ำไหลตลอดทั้งปี ปัจจุบันเหือดแห้ง ยิ่งไปกว่านั้นวิถีชีวิตของคนไทย ก็เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตเป็นอย่างมาก มีโรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น การขยายตัวของชุมชนเมือง ส่วนภาคเกษตรกรรมก็มีการใช้สารเคมีมากขึ้น ทั้งปุ๋ย ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง จึงทำให้สารพิษที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และการเกษตร ไหลลงไปปะปนในแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้คุณภาพน้ำเน่าเสีย ไม่สามารถนำมาใช้ในการอุปโภคบริโภคได้เหมือนอย่างในอดีต

นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เปิดเผยว่า กรมทรัพยากรน้ำบาดาลมีภารกิจ ในการสำรวจ ประเมินศักยภาพ อนุรักษ์ และพัฒนาน้ำบาดาล ซึ่งมีข้อมูลจากการประเมินศักยภาพน้ำบาดาลของประเทศไทยพบว่า ปริมาณน้ำบาดาลในประเทศไทยมีกักเก็บอยู่ใต้ดินมากถึง 1.13 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร สามารถนำมาใช้ได้ 45,385 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และในแต่ละปีมีปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มเติมลงสู่ชั้นน้ำบาดาลทุกปีประมาณ 72,987 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือประมาณ 10% ของปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ย ขณะที่ปัจจุบันมีการนำน้ำบาดาล มาใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร และอุตสาหกรรม 14,741 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ทำให้เหลือปริมาณ น้ำบาดาลที่กักเก็บอยู่ใต้ดินและสามารถนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้อีกถึง 30,645 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี คาดว่าปริมาณน้ำบาดาลที่ประเมินไว้จะสามารถนำขึ้นมาใช้รองรับความต้องการใช้น้ำด้านอุปโภคบริโภค เศรษฐกิจ สังคม เกษตรกรรม และในภาคอุตสาหกรรมในอนาคต

ทั้งนี้ จากการที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยประสบปัญหาขาดแคลนน้ำจากสภาวะฝน ทิ้งช่วงเป็นประจำทุกปี ประกอบกับสภาพพื้นที่บริเวณกลางแอ่งรองรับด้วยชั้นเกลือหินใต้ดิน ส่งผลให้ชั้นน้ำบาดาล
มีคุณภาพน้ำกร่อย-เค็มในบางพื้นที่ อาทิ จังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด เป็นต้น นอกจากนี้น้ำบาดาล ยังกักเก็บในรอยแตกหรือรอยต่อของชั้นหินแข็งระดับลึก ภายใต้โครงสร้างทางธรณีที่ซับซ้อน ส่งผลให้การเจาะและพัฒนาน้ำบาดาลระดับตื้นมักจะไม่ประสบผลสำเร็จ มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอ ทำให้ชาวบ้านต้องใช้น้ำจากแหล่งน้ำผิวดิน ซึ่งมีโอกาสเกิดการปนเปื้อนจากสารเคมีทางการเกษตรหรือแบคทีเรียได้ง่าย และอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ขาดโอกาสการใช้น้ำที่เหมาะสมต่อการอุปโภคบริโภค ทำให้ขาดความมั่นคงด้านน้ำ ขาดโอกาสที่จะพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น

นายศักดิ์ดา กล่าวว่า รัฐบาล โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้มอบนโยบายให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ภายใต้การกำกับดูแลของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งดำเนินการจัดหาแหล่งน้ำบาดาลระดับลึกเพื่อการอุปโภคบริโภค และน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร ให้กับประชาชน ตามแผนบริหารจัดการน้ำของประเทศ (ปี พ.ศ. 2561 – 2580) เพื่อจัดลำดับความสำคัญให้ประชาชนไม่ต้องประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และประเมินความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำในกิจกรรมอื่นๆ โดยเฉพาะภาคการเกษตร

ดังนั้น กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจึงรับข้อสั่งการและเร่งดำเนินการจัดหาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภคแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งขาดแคลนน้ำทั่วประเทศ ตามยุทธศาสตร์กรมทรัพยากรน้ำบาดาล การสำรวจและผลิตน้ำต้นทุนเพื่อตอบสนองความต้องการน้ำด้านอุปโภคบริโภค เกษตร อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ เสริมสร้างศักยภาพการบริหารจัดการ ได้ดำเนินการ “โครงการศึกษาเพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลระดับลึก พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (แอ่งนครราชสีมา-อุบลราชธานี แอ่งอุดรธานี-สกลนคร และแอ่งเลย)” เพื่อศึกษาสภาพธรณีวิทยา ธรณีโครงสร้าง อุทกธรณีวิทยาทั้งปริมาณและคุณภาพน้ำบาดาล และคุณสมบัติทางชลศาสตร์น้ำบาดาลใหม่ของชั้นน้ำบาดาลระดับลึก พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจาะสำรวจน้ำบาดาล ณ บ้านหินขาว หมู่ 15 ตำบลสาวะถี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเจาะได้แล้วกว่า 702 เมตร พบชั้นน้ำบาดาลใหม่ๆ หลายชั้น ที่ระดับความลึกตั้งแต่ 180 เมตรลงไป โดยมีเป้าหมายเจาะสำรวจให้ได้ความลึก 1,000 เมตร เพื่อประเมินศักยภาพแหล่งน้ำบาดาลในระดับลึก ในพื้นที่ที่เดิมมีศักยภาพน้ำบาดาลต่ำ พื้นที่น้ำเค็ม และพื้นที่หาน้ำยากของประเทศ เพื่อพัฒนาขึ้นมาใช้ประโยชน์ เป็นการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่เฉพาะ นอกจากนี้ยังพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านการเจาะบ่อน้ำบาดาลระดับลึกของประเทศไทย และรองรับการพัฒนาประเทศในอนาคต

เบื้องต้นคาดว่าสามารถพัฒนาน้ำบาดาลได้ปริมาณมากกว่า 50 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง น้ำบาดาลมีคุณภาพดี มีปริมาณสารละลายทั้งหมด (TDS) น้อยกว่า 500 มิลลิกรัมต่อลิตร และหากโครงการดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลขึ้นมาใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคขนาดใหญ่ให้กับประชาชนตำบลสาวะถี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ได้มีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค ไม่น้อยกว่า 5,000-7,000 คน พร้อมทั้งเตรียมแผนขยายผลไปยังพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ และพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (Northeastern Economic Corridor: NeEC – Bioeconomy) ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา อุดรธานี หนองคาย มุกดาหาร นครพนม บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ เป็นต้น

