เครือข่าย ปชช.บุกสธ. ยื่น 4 ข้อดูแลคนท้อง จ่อชง ศบค. เวิร์กฟรอมโฮม 100%

27.08.21 | 12:14 น.

เครือข่าย ปชช.บุกสธ. ยื่น 4 ข้อดูแลคนท้อง จ่อชง ศบค. เวิร์กฟรอมโฮม 100% ย้ำ! ห้ามปฏิเสธทำคลอด-เก็บเงิน

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โสภณ เฆฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นตัวแทนรับหนังสือเรียกร้องจาก นายชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็กและเยาวชน น.ส.ศรีไพร นนทรีย์ แกนนำกลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง และ น.ส.จรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เพื่อเรียกร้องให้มีมาตรการเร่งด่วนในการดูแล ป้องกัน แก้ไขปัญหาหญิงตั้งครรภ์ติดโควิด-19 พร้อมแสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “ขอวัคซีนให้คนท้อง-อย่าเท อย่าทิ้งเรา”


นางสาวจรีย์กล่าวว่า เนื่องจากหญิงตั้งครรภ์ได้รับความเดือดร้อนจากการระบาดของโควิด -19 ทั้งการติดเชื้อ การรักษาเครือข่ายฯ บางรายติดโควิดกำลังจะคลอดก็ถูก รพ.ปฏิเสธ โดยระบุว่าเกินศักยภาพ บางรายถูกเรียกเก็บค่ารักษา รวมถึงในการทำงานนั้นสถานประกอบการยังดูแลทำงานที่ต้องพบคนหมู่มาก ดังนั้นจึงขอเสนอต่อกระทรวงสาธารณสุข ดังนี้ 1.ขอให้กำกับดูแล รพ.ที่รับฝากครรภ์ ไม่ควรปฏิเสธการทำคลอด-รักษาหญิงตั้งครรภ์ที่ติดโควิด-19 หากเกินศักยภาพที่ รพ.จะดูแลรักษาได้ ต้องมีเจ้าหน้าที่ดูแล ประสานต่อ ไม่ปล่อยให้ผู้ป่วยและครอบครัวไปหาสถานพยาบาลเอง 2. ให้เร่งฉีดวัคซีนให้หญิงครรภ์อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไปให้มีความครอบคลุมมากขึ้นเนื่องจากพบว่าปัจจุบันมีการฉีดวัคซีนไม่ถึง 3% ในขณะที่อัตราการเสียชีวิตในหญิงตั้งครรภ์สูงถึง 2.5%

Advertisement

3. กรณีหญิงตั้งครรภ์ติดโควิด-19 เสียชีวิต หรือลูกเสียชีวิต หรือเสียชีวิตทั้งแม่ทั้งลูก รพ.ต้องจัดให้นักสังคมสังเคราะห์ประเมิน และวิเคราะห์รายกรณี เพื่อประสานการช่วยเหลือ เยียวยาสภาพจิตใจครอบครัว ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นต้น และ 4. กระทรวงสาธารณสุขต้องเชื่อมต่อกับโรงงานต่างๆ ให้บริษัทมีการตรวจคัดกรองเชิงรุกให้กับคนงานต่อเนื่องเพื่อแยกผู้ติดเชื้อฯ ออกมารักษาตามระบบป้องกันการแพร่กระจายสู่ผู้อื่น สนับสนุนให้แต่ละสถานประกอบการมี Factory isolation ที่มีมาตรฐาน โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาลในการดูแลผู้ติดเชื้อ มีระบบการประสานส่งต่อคนงานที่มีอาการเริ่มรุนแรง รวมเชื่อมโยงการทำ Home isolation ที่ถูกต้อง

ด้าน นพ.โสภณกล่าวว่า ตนเห็นด้วยทั้ง 4 ข้อเรียกร้อง ซึ่งตามข้อมูลของกรมอนามัย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) และกรมการแพทย์ พบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนทั่วไปถึง 2.5 เท่าและบางรายสูญเสีย 2 ชีวิตคือเด็กในครรภ์ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ ดังนั้น จะมีการนำเสนอในที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขกรณีโรคติดเชื้อโควิด-19 (ศปก.สธ.) เพื่อให้เกิดการเข้าถึงบริการ 1.ฝากครรภ์ที่ไหน ต้องคลอดที่นั่น 2.กรมการแพทย์วางระบบในการกระจายยาเร็มเดซิเวียร์ (Remdesivir) 3.กรณีการป้องกัน ขณะนี้ได้เพิ่มหญิงตั้งครรภ์เข้าไปในกลุ่มเสี่ยง 608 แล้ว เพื่อฉีดวัคซีนโควิด-19 ซึ่งตอนนี้ฉีดไปได้เพียง 3-4% เนื่องจากเพิ่งมีนโยบายชัดเจนด้านความปลอดภัย และจะเร่งรัดให้ฉีดอย่างเร่งด่วน โดยย้ำว่าวัคซีนทุกชนิดมีความปลอดภัย โดยขอให้ทางสหภาพฯ ช่วนสื่อสารให้หญิงตั้งครรภ์เข้ารับวัคซีนโควิด-19 โดยเร็ว

นพ.โสภณ กล่าวว่า ขณะนี้ กรมอนามัย จะประสานกับกระทรวงแรงงานและกระทรวงอุตสาหกรรม เร่งจัดทำแนวทางเสนอ ศปก.สธ. เพื่อออกมาตรการบังคับให้หญิงตั้งครรภ์ทำงานจากที่บ้าน(Work From Home) 100% จากเดิมที่เป็นการขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการโรงงาน หรือภาคบริษัท ซึ่งจะมีการเสนอในที่ประชุม ศบค. ออกเป็นประกาศใช้ต่อไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมการแพทย์ มีแนวทางคู่มือมาตรการบับเบิล แอนด์ ซีล(Bubble and seal) ในสถานประกอบการอย่างชัดเจน ก็จะประสานกับสภาอุตสาหกรรมให้เข้มงวดในมาตรการด้วย

“แต่ปัญหาคือตอนนี้อีกตั้งครรภ์มีความกลัวการฉีดวัคซีน จึงอยากจะฝากเครือข่ายฯ ให้ช่วยสื่อสารว่าวัคซีนที่จัดให้กับหญิงตั้งครรภ์นั้นมีความปลอดภัยและคุ้มค่าที่จะเข้ามารับการฉีดวัคซีน นอกจากนี้ยังเสนอให้ทำงานที่บ้านต่อกระทรวงแรงงานและกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งก็รับเรื่องแล้วแต่ว่าจะมีการกำหนดให้มีการปฏิบัติจริงได้อย่างไร” นพ.โสภณกล่าว

ทั้งนี้ ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า ตามกฎหมายกำหนดให้โรคโควิด -19 เป็นการเจ็บป่วยฉุกเฉิน สถานพยาบาลต้องให้การรักษา ปฏิเสธไม่ได้ หากเกินศักยภาพต้องดูแลประสานส่งต่อ ทั้งนี้หากฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังห้ามเรียกเก็บเงินค่ารักษาทุกกรณี เพราะเรามีหน่วยงานรับผิดชอบเรื่องนี้อยู่ เช่น สปสช. ผ่านระบบเคลียร์ริ่งเฮ้าส์ ที่เบิกจ่ายค่ารักษาผู้ป่วยโควิดได้ จากนี้จะมีการกำชับสถานพยาบาลเรื่องนี้มากขึ้น