หมอประสิทธิ์ ยันตัวเลขโควิดลด ไม่เกี่ยวการเมือง ย้ำอย่าวางใจ จับตา หลังคลายล็อก อีก 14 วัน

30.08.21 | 15:24 น.

หมอประสิทธิ์ ยันตัวเลขโควิดไทยลด ไม่เกี่ยวการเมือง ย้ำอย่าวางใจ จับตา! หลังคลายล็อก อีก 14 วัน

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์โรคโควิด-19 ของประเทศไทย ที่มีตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงต่อเนื่องในระยะนี้ ว่า เป็นไปตามที่เคยคาดการณ์เอาไว้ ว่า ตามที่เคยระบุว่าตัวเลขที่ใช้ประมาณการเราจะดูตัวเลขเฉลี่ย 7 วันย้อนหลัง เมื่อนำไปพลอตกราฟ (Plot Graph) จะเห็นว่าความชันเริ่มลดลง และยังมีอีก 2 ตัวเลขที่ใช้ร่วมด้วย คือ 1.ผู้ป่วยที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นปอดอักเสบ โดยสิบกว่าวันมานี้ ลดลงเรื่อยๆ จากวันละ 5,600 ราย เหลือ 5,058 ราย และ 2.ผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจ ก็ลดลงต่อเนื่องเช่นกัน แต่อาจลดไม่เร็วเท่าผู้ป่วยปอดอักเสบ แต่กราฟขนานกัน
“ทั้งนี้ ที่เราไม่ใช้ตัวเลขการเสียชีวิต เนื่องจากผู้ป่วยหลักหลายรายเข้ารักษาหลายวัน เราสู้กันเต็มที่ ซึ่งตัวเลขเสียชีวิตก็จะเป็นการรายงานย้อนหลังไป เช่น ผู้เสียชีวิตวันนี้ 256 ราย บางรายอาจเริ่มป่วยตั้งแต่ 2-3 สัปดาห์ที่แล้ว แต่ตัวเลขผู้ป่วยปอดอักเสบ และผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ เราจะเห็นได้ชัดกว่าเพราะวินิจฉัยได้เร็ว เราจึงใช้เป็นตัวชี้วัดนำ (Lead Indicator) เทียบกับตัวเลขป่วย 7 วันย้อนหลัง ก็จะช่วยในการคาดการณ์ หากไม่มีการกลายพันธุ์ใหม่ พฤติกรรมเดลต้ายังใกล้เคียงเดิม ก็จะย้อนกลับไปว่า เมื่อปอดอักเสบลดลง ตัวหารก็จะลดลงด้วย ก็คาดการณ์ได้ตั้งแต่คราวนั้นว่าใกล้จะถึงยอดสูงสุดแล้ว” ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว


ผู้สื่อข่าวถามถึงตัวเลขการติดเชื้อรายใหม่ที่ลดลง บางคนตั้งคำถามว่ามีความเกี่ยวข้องกับการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 31 ส.ค.-3 ก.ย.64 ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า การรายงานนี้ เรารายงานให้โลกรับรู้ ไม่ใช่แค่ในประเทศอย่างเดียว ซึ่งตัวเลขของทุกประเทศก็จะเข้าไปใน Worldometer ตัวเลขขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่เขาก็ติดตามอยู่ ซึ่งมีตัวแทนอยู่ในประเทศไทยด้วย

“หากเราระแวงกันเช่นนี้ ก็จะกลายเป็นประเด็นการเมืองไปหมด ซึ่งในความเป็นจริง เราไม่ได้ดูตัวเลขต่อวันลดลงอย่างเดียว เราดูหลายตัวเลขคู่ขนานกันไป จำนวนผู้ป่วยอักเสบ ผู้ใส่ท่อช่วยหายใจก็ลดลง รวมถึงตัวเลขผู้ติดเชื้อในระบบ เพราะการติดเชื้อบวกหรือลบ มี 2 อย่าง คือ การตรวจเชิงรุก (Active Case Finding) และก็ตัวเลขในระบบที่เข้ามาตรวจหาเชื้อเอง ซึ่งตัวเลขตรงนี้ก็ลดลง หลายๆ ตัวเลขไปด้วยกัน ยิ่งทำให้รู้ว่า ตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวเลขจริง ผมก็ดูตัวเลขอยู่ทุกวัน และพูดตั้งแต่สัปดาห์ก่อนว่า เริ่มเห็นตัวเลขคู่ขนานกับการฉีดวัคซีนที่ดีขึ้น หากเป็นเดือนที่แล้ว ผมไม่กล้าพูด เพราะกะปริบกะปรอย แต่ตอนนี้เฉลี่ยต่อวันเราฉีดเกิน 5 แสนโดส ถ้าเราฉีดได้แบบนี้ เดือนหนึ่งควรได้ 15-18 ล้านโดส” ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว

ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า คาดว่าตัวเลขจะดีขึ้นไปอีก เพราะเดือน ก.ย.64 คนจำนวนหนึ่งที่รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เข็มที่ 1 ระหว่างเดือน พ.ค.-มิ.ย. ก็จะมารับวัคซีนแข็มที่ 2 ซึ่งขณะนี้ ฉีดเข็มที่ 1 ได้ประมาณ ร้อยละ 32 และครบ 2 เข็มแค่ ร้อยละ 10.2 ดังนั้น เดือน ก.ย. จะเริ่มไต่ขึ้น ขณะเดียวกันต้องเร่งฉีดเข็ม 1 โดยเฉพาะการฉีดสูตรไขว้ SA ซิโนแวคและแอสตร้าฯ ทำให้มีการฉีดเข็มที่ 2 เร็วขึ้น ต่างประเทศก็ทำกันแล้วด้วยเข็มแรกแอสตร้าฯ และตามด้วยไฟเซอร์ ห่างกัน 4 สัปดาห์ เพียงแต่ขณะนี้ไฟเซอร์ ประเทศไทยยังมีไม่มาก แต่สูตร SA ในขณะนี้ก็ได้ผลดีและใช้เวลาเพียง 4 สัปดาห์

Advertisement

“ผมเชื่อว่า จากนี้ไปปัจจัยหรือมาตรการด้านวัคซีน มีแต่แนวโน้มบวก น่าจะดีขึ้น ดีขึ้นไปเรื่อยๆ แต่เราต้องระวังปัจจัยด้านสังคมการจัดการ ต้องไม่เร็วเกินไป รัฐบาลต้องไม่ผ่อนเร็วเกินไป ประเมินได้ทุก 14 วัน และมาตรการส่วนบุคคล ต่างคนต้องตระหนัก หากไม่อยากกลับไปถูกล็อกดาวน์ใหม่ ทุกคนต้องช่วยกันยาวไปถึงปลายปี จนกระทั่งเรากดตัวเลขใหม่กลับมาเหลือแค่ตัวเลข 3 หลัก ถ้าทำได้ เราก็จะเริ่มผ่อนสบายใจขึ้น และหวังว่าปีหน้าวัคซีนรุ่นที่ 2 ออก ก็จะช่วยเราได้ดีขึ้น ถ้าไม่เกิดสายพันธุ์ใหม่” ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว

ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า แต่ต้องย้ำว่า จุดผกผันสำคัญคือหลังวันที่ 1 ก.ย.64 ที่มีการผ่อนคลายมาตรการ ซึ่งจะเกี่ยวกับ 3 มาตรการ คือ วัคซีนป้องกัน มาตรการส่วนบุคคล และมาตรการสังคมการจัดการ ทั้งนี้ วัคซีนไปได้ดี มีการฉีดบางวันสูงถึงเกือบๆ 9 แสนโดส เป็นปัจจัยเชิงบวก แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ต่อมาสำคัญคือ มาตรการส่วนบุคคล หลายคนกังวลตัวเลขหลักหมื่น การ์ดเลยไม่ตก แต่วันที่ 1 ก.ย.นี้ จะมีการผ่อนกิจกรรม สิ่งที่ต้องเน้นย้ำ อย่าปล่อยให้ 4 เสี่ยงเกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่ คนเสี่ยง สถานที่เสี่ยง กิจกรรมเสี่ยง และช่วงเวลาเสี่ยง ซึ่งในส่วนนี้หากเกิดขึ้นจะทำให้ 3 เสี่ยงก่อนหน้าวิ่งมารวมกัน

“ขณะนี้ไม่มีช่วงเวลาเสี่ยง เช่น วันหยุดยาว แต่มีการผ่อนมาตรการ ก็จะเป็นการเพิ่มกิจกรรมเสี่ยง เพิ่มรักษาสมดุล ดังนั้นต้องยกระดับมาตรการ 2 เสี่ยงที่เหลือ คือ คนเสี่ยง ให้ถือว่าทุกคนที่เราจะเจอติดเชื้อโควิด-19 เพื่อทำให้เราระวังตัวมากขึ้น สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา แม้กระทั่งในบ้าน และ สถานที่เสี่ยง ต้องเว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัยขณะให้บริการ จำกัดจำนวนผู้เข้าใช้บริการ พนักงานเข้ารับวัคซีนทุกคน พร้อมตรวจหาเชื้อด้วยเอทีเคเป็นครั้งคราว โดยที่เรานำเข้ามาตอนนี้ก็มีความจำเพาะ ความไวที่ค่อนข้างดี สถานประกอบการก็สามารถนำมาใช้ได้ กระทั่งประเทศที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วเยอะๆ อัตราการติดและแพร่เชื้อยังเกิดขึ้นได้ บางประเทศบอกได้เลยว่าการกระจายเชื้อของคนที่ฉีดวัคซีน ไม่ต่างจากคนที่ยังไม่ได้ฉีด เรายังมีโอกาสรับเชื้อมาแล้วแพร่ต่อได้ แต่ลดอัตราป่วยหนักและเสียชีวิตได้ ดังนั้น จะมีกิจกรรมเสี่ยงเกิดขึ้น เราต้องลดความเสี่ยงบุคคลลง ใครไม่สวมหน้ากาก เราไม่คุยด้วย ล้างมือบ่อยๆ ไม่เข้าสถานที่แออัด” ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว