เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 31 สิงหาคม ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ฐานะโฆษก บช.น. เปิดเผยว่า วันที่ 1 กันยายน พบมีการนัดหมายชุมนุมเบื้องต้น 3 กลุ่มคือ กลุ่มราษฎรตาลีบัน มีการนัดหมายเวลา 14.00 น. บริเวณแยกลาดพร้าว กลุ่มรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย นัดหมายเวลา 15.00 น. บริเวณหน้ารัฐสภา แยกเกียกกาย และกลุ่มทะลุแก๊ซ บริเวณแยกดินแดง จึงย้ำเตือนว่าพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด การรวมกลุ่มชุมนุมยังไม่สามารถทำได้ โดยจะมีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.ควบคุมโรค และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง
พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า ส่วนที่จะมีการชุมนุมบริเวณอาคารรัฐสภาในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยืนยันว่าหากพบมีการละเมิดกฎหมาย หรือความพยายามฝ่าฝืนเข้าไปในสถานที่ราชการ เจ้าหน้าที่ก็จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมาย พร้อมย้ำว่าตำรวจจะใช้อุปกรณ์ควบคุมฝูงชนตามหลักสากลดังที่เคยใช้ เช่น แก๊สน้ำตา น้ำสีม่วงผสมแก๊สน้ำตา กระสุนยาง ส่วนการตั้งเครื่องกีดขวาง และปิดเส้นทาง จะพิจารณาตามสถานการณ์ โดยต้องจะคำนึงถึงการเปิดทางเข้าออกสถานที่ การรักษาความปลอดภัยสถานที่ และการลดผลกระทบกับประชาชนทั่วไป แต่กรณีที่ไม่สามารถเข้าออกได้ตามเส้นทางปกติก็มีการเตรียมแผนอพยพ และเส้นทางสำรองไว้แล้ว ส่วนแกนนำหรือผู้ชุมนุมที่มีหมายจับ หากตำรวจพบก็จำเป็นต้องจับกุม เว้นแต่การจับกุมอาจทำให้เกิดความวุ่นวายก็อาจมีการติดตามไปจับกุมภายหลัง
“ในช่วงเดือน ก.ค.2564 ถึงปัจจุบัน มีคดีเกี่ยวกับการชุมนุม 169 คดี มีผู้ที่อยู่ในข่ายถูกดำเนินคดี 644 คน จับได้แล้ว 374 คน ขณะที่ภาพรวมตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563 มีจำนวนคดีทั้งสิ้น 421 คดี สอบสวนแล้วเสร็จ 201 คดี อยู่ระหว่างการสอบสวน 220 คดี โดยมีการออกหมายเรียกแล้ว 164 หมาย
ส่วนการตรวจสอบบุคคลที่ถืออาวุธปืนในพื้นที่การชุมนุมบริเวณแยกดินแดง เมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจมีข้อมูลอยู่แล้ว โดยพบว่าเป็นอาชีวะกลุ่มหนึ่ง อย่างน้อย 2 คน ส่วนผู้ที่ร่วมทำร้ายเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่การชุมนุมพบมีผู้ร่วมก่อเหตุประมาณ 6 คน โดยจับได้แล้ว 2 คน พร้อมยอมรับ การชุมนุมวันดังกล่าวมีรถตำรวจถูกวัตถุคล้ายกระสุนปืนยิงเข้าใส่ ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบหาทิศทางยิงเพื่อหาตัวผู้ก่อเหตุต่อไป” โฆษก บช.น.กล่าว

