ศบค. เผยยอดผู้ติดเชื้อใหม่มีทิศทางลง สธ.ปรับแผนระดมฉีดวัคซีนกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไปเพิ่ม

1.09.21 | 14:05 น.

ศบค. เผยยอดผู้ติดเชื้อใหม่มีทิศทางลง สธ.ปรับแผนระดมฉีดวัคซีนกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไปเพิ่ม หลังพบเสี่ยงเสียชีวิตสูง ขอให้ทุกจังหวัดอย่าเพิ่งหย่อนมาตรการ พร้อมเฝ้าระวังกลุ่มเดินทางเข้า กทม. หลังเริ่มเปิดให้ทำกิจการได้

วันที่ 1 กันยายน พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. เปิดเผยว่า รายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ประจำวัน มีจำนวน 14,802 ราย โดยตัวเลขมีทิศทางลดลง ด้านจำนวนผู้รักษาหายหรือกลับบ้าน มีจำนวนสูงกว่าผู้ติดเชื้อรายใหม่ ที่ 18,996 ราย ส่วนรายงานผู้เสีอชีวิตยังคงสูงอยู่ คือ 252 คน และตัวเลขผู้กำลังรักษา มี 166,922 ราย เป็นผู้ที่อาการหนัก 4,917 ราย โดยเป็นผู้ใส่เครื่องช่วยหายใจ 1,040 ราย ซึ่งเริ่มมีทิศทางที่ลดลงบ้างแล้ว ในขณะที่ยอดของผู้รับวัคซีน โดยรวมทั้งประเทศอยู่ที่ 32 ล้านโดส ซึ่งในที่ประชุมได้หารือว่าจากรายงานยอดวัคซีนที่กระทรวงสาธารณสุขรายงานยอดวัคซีนเข้ามาในประเทศ ประมาณ 40 ล้านโดส แต่มีการรายงานการฉีดเข้ามาในระบบที่ 32 ล้านโดส ซึ่งบางส่วนอาจจะได้ทำการฉีดไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รายงาน จึงขอความร่วมมือกับจุดฉีดวัคซีนทุกแห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะ 29 จังหวัดที่เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ขอให้ทำการรายงานเข้ามาด้วย หรือหากยังไม่ได้ทำการฉีด ก็ให้เร่งระบบฉีดในเดือนกันยายนนี้ เพื่อรองรับมาตรการที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ได้


พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ส่วนการรายงานผู้เสียชีวิตวันนี้ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีจำนวนลดลงแล้ว แต่ยังมีจำนวนของผู้เสียชีวิตสูง และกลุ่มผู้เสียชีวิตยังเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัว สิ่งที่สำคัญคือ จากรายงานพบว่า กลุ่มที่เป็นผู้เสียชีวิตจากกลุ่มผุ้สูงอายุ หากนับเพิ่มกลุ่มที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีเข้าไปด้วยจะทำให้อัตราผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 80% ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขเร่งพิจารณาเพิ่มกลุ่มที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เข้ารับวัคซีนอย่างเร่งด่วน ส่วนรายงานจำนวนวันที่เข้ารักษานานที่สุดก่อนเสียชีวิต คือ 75 วัน นอกจากนี้ ยังพบว่าเป็นผู้เสียชีวิตที่เดินทางจาก กทม.และปริมณฑลที่เดินทางไปรักษาตัวที่ภูมิลำเนา 17 ราย รวมทั้ง อีกสิ่งสำคัญคือ กรมควบคุมโรคกำลังพยายามปรับการรายงานผู้เสียชีวิตประจำวัน ให้เป็นตามวันที่เสียชีวิตจริง เพื่อให้ข้อมูลเป็นไปตามจริงมากที่สุดและนำมาบริหารจัดการได้อย่างแม่นยำ หลังจากที่มีบางพื้นที่มีการรายงานย้อนหลัง 3-4 วัน เนื่องจากต้องจัดการให้ข้อมูลถูกต้องที่สุดก่อน

พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ส่วนการเปรียบเทียบจำนวนผู้ติดเชื้อระหว่าง กทม.และปริมณฑล กับต่างจังหวัด พบว่า ล่าสุดกลับมามีลักษณะใกล้เคียงกันเป็น 50-50 หลังจากที่ก่อนหน้ามีสัดส่วนในพื้นที่ต่างจังหวัดสูงกว่า และในขณะนี้พบว่า มี 33 จังหวัดที่มีรายงานยอดผู้ติดเชื้อเกิน 100 รายต่อวัน จังหวัดทางภาคเหนือมียอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตลดลงไปในทิศทางที่ดี ส่วนรายงานการจำแนกผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่มีลักษณะที่แสดงอาการทางระบบทางเดินหายใจ หรืออาการไข้ หรือพียูไอ พบว่าทั่วประเทศ กลุ่มดังกล่าวมีผลการตรวจพีซีอาร์ เป็นบวกมากกว่า 17.6% ซึ่งในพื้นที่ กทม. มีอัตราที่สูงแตกต่างจากต่างจังหวัด โดยอยู่ที่ 27.2% ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขจึงเน้นย้ำให้ทุกโรงพยาบาลยังจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการคัดกรองผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ มีอาการไข้ ต้องเข้ารับการตรวจผลโควิดด้วยพีซีอาร์ทุกราย นอกจากนี้ ขอเน้นย้ำด้วยว่า แม้ทุกจังหวัดจะมีทิศทางยอดผู้ติดเชื้อลดลง แต่อย่าเพิ่งย่อหย่อนมาตรการ จำเป็นต้องค้นหาผู้ป่วยต่อไป เพราะยังพบว่ามีรายงานผู้ป่วยคลัสเตอร์ต่างๆ อาทิ โรงงาน บุคลากรทางการแพทย์ แคมป์คนงาน ตลาด และชุมชุน โดยพยายามทำการสุ่มตรวจในพื้นที่เสี่ยง นอกจากนี้ ขอให้เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงที่เดินทางกลับจากต่างจังหวัดมาทำงาน หลังจากที่วันที่ 1 ก.ย. อนุญาตให้เปิดได้บางกิจการ ขอให้ตรวจสอบว่ากลุ่มดังกล่าวได้รับวัคซีนแล้วหรือไม่ และทำการตรวจหาเชื้อแล้วหรือไม่ รวมถึงเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง อาทิ สถานีขนส่งทุกช่องทางด้วย

พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ส่วนของการฉีดวัควีนให้กับกลุ่มผู้ประกันตน มาตรา 33 ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-30 สิงหาคม ในพื้นที่ กทม. และ 10 จังหวัด มีผู้ได้รับวัคซีนแล้วทั้งสิ้น 1.8 ล้านคน โดยเป็นส่วนที่ฉีดให้กับแรงงานในแคมป์คนงาน พื้นที่ กทม. จำนวน 50,026 คน จะเห็นได้ชัดว่าน่าจะมีคนงานที่เพิ่งกลับจากต่างจังหวัดและไม่ได้ฉีดวัคซีนอีก ซึ่ง กทม.รายงานว่าจะมีสำนักโยธาธิการร่วมกับกระทรวงแรงงาน เป็นเจ้าภาพในการทำการสำรวจเรื่องดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดคลัสเตอร์แรงงานขึ้นอีก

Advertisement