ศบค. จี้รพ.ทั่วประเทศ เร่งฉีดวัคซีนหญิงตั้งครรภ์ หลังพบยอดติดเชื้อพุ่ง ส.ค.เดือนเดียว 1.5 พันคน ยอดเสียชีวิตวันละ1.2 คน ตั้งเป้าเดือนก.ย.ฉีดวัคซีนทั่วประเทศ 70%
เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)แถลงผลการประชุมศบค.ชุดเล็ก ว่า สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโควิด- 19 ทั่วโลกรวม 219,956,335 ราย เพิ่มขึ้น 677,000 กว่าราย ทำให้เห็นทิศทางที่เป็นกันทั่วโลก แม้ในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูง แต่ก็ยังเห็นการกลับมาติดเชื้อ เพราะฉะนั้นแม้จะฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว ไม่ได้เป็นการยืนยันว่าจะปลอดภัยจากการติดเชื้อ เพียงแต่อัตราการป่วยหนักหรือเสียชีวิตจะลดลง ที่ประชุมมีความเป็นห่วงแนวชายแดน ที่จำเป็นต้องเฝ้าระวังการเดินทางข้ามพื้นที่ ผ่านเส้นทางธรมรชาติ ส่วนหนึ่งเมื่อประเทศเพื่อนบ้านมีการติดเชื้อ คนไทยจำนวนหนึ่งเดินทางกลับประเทศ อีกส่วนคือ ไทยเริ่มมีการเปิดกิจกรรม กิจการ เห็นการเดินทางเข้าประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบ มีการกักกันอย่างเหมาะสม ป้องกันการนำเชื้อเข้าประเทศ สถานการณ์การติดเชื้อในประเทศ ผู้ป่วยรายใหม่ 14,653 ราย เสียชีวิต 271 ราย หายป่วย 18,262 ราย หายป่วยสะสม 1,049,540 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะสม 1,220,277 ราย เสียชีวิตสะสม 12,280 ราย
พญ.อภิสมัย กล่าวต่อว่า ส่วนผู้ที่เคยติดเชื้อแล้ว ประมาณ กว่า 1 ล้านราย ถือว่ามีภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติ โดยหลังฉีดวัคซีนเข็ม 1 แล้วติดเชื้อ ให้ไปฉีดวัคซีนเข็ม 2 โดยนับจากวันที่ติดเชื้อไป 3 เดือน หรือ 12 สัปดาห์ เป็นหลักการที่องค์การอนามัยโลกให้การยอมรับ เพราะทั่วโลกยังไม่มีความเข้าใจ โรคโควิด-19 อย่างชัดเจน สำหรับสถานการณ์ทั่วประเทศ หลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ และภาคใต้ บางจังหวัดเริ่มคืนพื้นที่ สีเหลือง และสีเขียว ขณะที่อัตราการติดเชื้อลดลง ที่ประชุมยังมีความเป็นห่วง การแพร่ระบาดใน แคมป์ก่อสร้าง ขอให้ทุกจังหวัดมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด และเน้นย้ำว่า ทุกโรงพยาบาลยังจำเป็นต้องตรวจคัดกรองโควิดในผู้ที่มีอาการทางเดินหายใจ
“สำหรับรายงานจำนวนผู้เสียชีวิต 271 รายนั้น ในจำนวนนี้ เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ60ปีขึ้นไป คิดเป็น 62% รวมกลุ่ม 7 โรคเรื้อรัง ด้วยจะคิดเป็น 90% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด และวันนี้มีหญิงตั้งครรภ์เสียชีวิต 1 ราย ซึ่งที่ผ่านมามีการรายงานข้อมูลหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง แต่ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เป็นตัวเลขแบบก้าวกระโดดมีหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อ 1,506 ราย เสียชีวิต 47 ราย เฉลี่ยวันละ 1-2 ราย ส่วนทารกในครรภ์เสียชีวิตพร้อมแม่กว่า 50% หลังคลอดยังพบว่า มีการติดเชื้อระหว่างให้นมบุตร ดังนั้น จึงมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ข้อสรุปเสนอที่ประชุม ศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข หรืออีโอซี และเสนอให้ที่ประชุม ศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด – 19 (ศปก.ศบค.)พิจารณา โดยมีมติขอให้ทุกโรงพยาบาลที่รับฝากครรภ์ เร่งติดตามหญิงตั้งครรภ์ เกิน 12 สัปดาห์ มารับวัคซีนได้ที่โรงพยาบาลที่ฝากครรภ์” พญ.อภิสมัย กล่าว
พญ.อภิสมัย กล่าวต่ออีกว่า กรณีหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อขอให้โรงพยาบาลที่รับฝากครรภ์ดูแลคุณแม่เหล่านี้ด้วย ส่วนโรงพยาบาลใดที่ไม่มีความพร้อม ขอให้ส่งต่อตามระบบการดูแล ยกเว้นกรณีฉุกเฉินหากมีภาวะอันตราย ให้โรงพยาบาลใกล้บ้านรับดูแล ขณะเดียวกันยังพบว่า มีหญิงตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์ ที่ต้องเข้ารับการฉีดวัคซีน ประมาณ 5 แสนราย ฉีดเข็ม 1 ไปแล้ว เพียง 45,000 ราย เข็ม 2 จำนวน 4,983 ราย คงต้องย้ำทุกจังหวัด เร่งระดมค้นหาหญิงตั้งครรภ์ให้ได้รับการฉีดวัคซีน และในเดือนกันยายน ไทยมีเป้าหมายการฉีดวัคซีนกลุ่ม 607 หรือกลุ่มผู้สูงอายุและ7 กลุ่มโรคร้าย ให้คลอบคลุม 70% ของประชากร ส่วนการกระจายฉีดวัคซีน 29 จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้มนั้น ยอมรับว่า ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะมีวัคซีนค่อนข้างจำกัด ตั้งแต่กันยายนเป็นต้นไป จะมีวัคซีนเพียงพอ นอกจากนี้ยังขอให้พิจารณาการฉีดวัคซีนวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เช่น พนักงานขนส่งสาธารณะ สถานประกอบการ เป็นต้น ทางจังหวัดสามารถพิจารณาได้ตามความเหมาะสม ขณะที่ ทางกระทรวงคมนาคมรานงานว่า หลังจากที่รัฐบาลออกข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 32) โดยกำหนดให้มีการผ่อนคลายการเปิดกิจการ/กิจกรรม พบประชาชนได้มาใช้บริการร้านอารหาร ร้านเสริมสวย และเดินห้าง มีการเดินทางโดยรถสาธารณะค่อนข้างแออัดพอสมควร จึงขอให้กระทรวงคมนาคมกำชับมาตรการมากขึ้น เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ
พญ.อภิสมัย กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามที่ประชุมมีความเห็นชอบอนุญาตให้การขนส่งสาธารณะจัดบริการยานพาหนะให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนเพื่อลดความแออัด พร้อมขอให้จัดรถเพิ่ม เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน นอกจากนี้ยังพบว่าเมื่อร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้าปิดให้บริการในเวลา 20.00 น. แต่พนักงานยังต้องอยู่ทำงานต่อ ซึ่งพนักงานเหล่านี้อาจเจอปัญหาเดินทางกลับบ้านไม่ทัน ที่ประชุมจึงอนุญาตให้ดำเนินการขนส่งสาธารณะได้ถึง 22.00 น. มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา
“ทั้งนี้ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนทั่วไปว่า ศบค.ยังไม่ได้ผ่อนคลายมาตรการใดๆ แต่พนักงานห้าง พนักงานร้านอาหาร มีความจำเป็นที่ต้องปิดร้านก่อน ถึงจะสามารถเดินทางกลับบ้านได้ แต่ประชาชนทั่วไปที่มาใช้บริการ ขอให้วางแผนให้ดี อย่าให้ไปแออัดตอนที่รถมีจำนวนจำกัด และใน 2 สัปดาห์ต่อจากนี้ หากไม่พบตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น การผ่อนคลายจะเกิดขึ้นแน่นอน” พญ.อภิสมัย กล่าว
พญ.อภิสมัย กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ขอบคุณร้านค้าและสถานประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมและป้องกันโรคแนวใหม่เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างปลอดภัย โดยแจ้งให้ผู้ใช้บริหารทราบว่าพนักงานได้ฉีดวัคซีนครบแล้ว และถ้าสถานประกอบการแห่งไหนมีความพร้อม สามารถใช้มาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร (Covid Free setting) ได้ทันที ทั้งนี้ที่ประชุมเน้นย้ำว่าแม้จะมีการปรับมาตราการให้เปิดกิจการ/กิจกรรมเพิ่มมากขึ้น แต่ขอให้ทุกคนตระหนักว่าการติดเชื้อยังอาจมีความเป็นไปได้ ขอให้แต่ละจังหวัดเตรียมระบบการรักษาให้ดี หากเกิดการติดเชื้อแบบกลุ่มก้อน ขอให้โรงพยาบาลในทุกจังหวัดวางมาตรการรองรับเหตุการณ์เหล่านี้ด้วย

