วงสัมมนานิติวัชร์ ชี้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบกรณีผกก.โจ้ ควรมีกม.เฉพาะลงโทษ ป.อาญาเบาไป

7.09.21 | 15:53 น.

วงสัมมนา นิติวัชร์อัยการ ชี้ถึงเวลาปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบยกกรณี ผกก.โจ้ถึงการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนและคุ้มครองสิทธิของประชาชน จะทรมานผู้ต้องหาไม่ได้เเนะควรมีกฎหมายเฉพาะลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่ทรมานผู้ต้องหาเป็นการเฉพาะ ระบุการใช้ ป.อาญาปกติโทษเบาไป ชี้ ต้องให้อัยการมีส่วนร่วมตรวจสอบสอบสวนคดี เข้าไปคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาตั้งแต่ต้นในชั้นสอบสวน หมายอาญา หมายขัง เพื่อตรวจสอบการคุ้มครองสิทธิประชาชนให้มากขึ้น


สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้จัดอภิปรายทางวิชาการในหัวข้อเรื่อง “การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในกระบวนการยุติธรรม :   กรณีการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ” ผ่านระบบ Zoom และFacebook Live

โดยมีนางอังคณา นีละไพจิตร    อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ,ผศ.ดร. ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ,และรองศาสตราจารย์ ดร. ปกป้อง ศรีสนิท อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ร่วมอภิปราย โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ธีรนิติ์ เทพสุเมธานนท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหง ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการและร่วมอภิปราย เมื่อวันที่ 3 กันยายน

นางอังคณา นีละไพจิตร เริ่มอภิปรายโดยกล่าวถึงมุมมองของนักสิทธิมนุษยชน ว่าสิทธิมนุษยชนมีความหมายกว้างกว่าสิทธิตามกฎหมายนักกฎหมายทั่วไปมักจะอธิบายคำว่า “สิทธิ” คือประโยชน์ที่กฎหมายรองรับในขอบเขตที่แคบในแง่ที่ว่าบุคคลจะมีสิทธิใดก็ต้องมีกฎหมายรับรองไว้เท่านั้น แต่ในมุมมองของสิทธิมนุษยชนมีขอบเขตที่กว้างกว่าแม้ไม่มีกฎหมายรับรอง การรับรองสิทธิมนุษยชนตามหลักสากลจึงผ่านอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาทั้งสิ้น 7 ฉบับ ยกตัวอย่างเช่น สิทธิพลเมือง สิทธิเสรีภาพและความมั่นคงในชีวิตบุคคลใดบุคคลหนึ่งมีสิทธิที่จะไม่ถูกทรมานหรือบังคับสูญหาย สิทธิในกระบวนการยุติธรรมที่จะได้รับการปกป้องในการที่จะไม่ถูกควบคุมตัวโดยพลการ สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ เป็นต้น

Advertisement

การรับรองสิทธิมนุษยชนของพลเมืองไทยเป็นแค่ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ซึ่งในทางปฏิบัติจริงประชาชนถูกละเมิดสิทธิอย่างมากตัวอย่างเช่น กรณีการอุ้มหายที่ศาลตัดสิทธิญาติในการเข้าเป็นผู้เสียหาย เพราะญาติไม่มีหลักฐานการทรมานหรือการเสียชีวิตของเหยื่อมายืนยัน ไม่ต่างกับคดีการซ้อมทรมานที่หาพยานหลักฐานได้ยากมากเนื่องจากการซ้อมทรมานในปัจจุบันมักไม่ค่อยปรากฎบาดแผล แต่อย่างไรก็ตาม กรณีข่าวผู้กำกับโจ้เป็นเครื่องยืนยันว่าการทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐนั้นมีจริง เพราะที่ผ่านมาเหยื่อมักจะถูกฟ้องกลับว่าให้การเท็จโดยที่กฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถคุ้มครองเหยื่อได้เลย แม้ในปัจจุบันนี้อยู่ในช่วงร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. … (หรือร่าง พ.ร.บ. ทรมานและอุ้มหาย) แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่ในระยะหนึ่งด้วยเหตุความมั่นคงของชาติ ในเรื่องความเสียหายทางจิตใจเป็นอีกประการหนึ่งที่กฎหมายไทยไม่คุ้มครอง ในขณะที่ศาลสิทธิมนุษยชนสหภาพยุโรปเคยพิพากษาว่าความเสียหายทางจิตใจเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ

นางอังคณาได้กล่าวสรุปว่า ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐที่เกิดขึ้นในประเทศไทย คือ กฎหมายไทยยังไม่ครอบคลุมสิทธิของมนุษย์ตามที่รับรองไว้ในกติกาของระหว่างประเทศ แม้จะมีรัฐธรรมนูญและมีกฎหมายคุ้มครองแต่หากเจ้าหน้าที่รัฐไม่ปฏิบัติ ไม่เกรงกลัวกฎหมายการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐก็ยังเกิดขึ้นต่อไป ผู้กระทำผิดก็ยังคงลอยนวล

ผศ.ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ กล่าวถึง การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนโดยเริ่มต้นจากว่ากฎหมายไทยถูกออกแบบจากการใช้อำนาจของรัฐเป็นหลัก กฎหมายคือเครื่องมือของรัฐในการใช้อำนาจ และเป็นวิธีการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ กฎหมายจึงถูกออกแบบมาจากมุมมองของรัฐ กฎหมายที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเป็นกฎหมายที่กระทบต่อ ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ในขณะเดียวกันก็มีวัตถุประสงค์ที่จะคุ้มครองเสรีภาพ สวัสดิภาพ และความสงบเรียบร้อยของประชาชนด้วย ซึ่งรูปแบบกระบวนการยุติธรรมทางอาญา แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ คือ Crime control model และ Due process model  โดยรูปแบบ “Crime control model” หรือที่เรียกว่าการควบคุมป้องกันอาชญากรรม คือ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน  ผู้บริสุทธิ์ให้ปลอดจากการถูกละเมิดโดยตัวอาชญากร ในขณะที่  “Due process model”  คือ การคุ้มครองประชาชนไม่ให้ถูกละเมิดโดยรัฐ ซึ่งหัวใจของทั้งสองรูปแบบอยู่ที่ประชาชน ทั้งนี้ การใช้อำนาจของรัฐต้องควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของประชาชนด้วย ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่อ้างว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ชอบ เช่น ใช้กำลังบังคับข่มขู่ ผู้ต้องหาเป็นการกระทำเพื่อปราบปรามผู้กระทำความผิด จึงตรงกับแนวคิดแบบCrime control model ซึ่งสะท้อนถึงทัศนคติของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ว่าหากพบว่ามีพยานหลักฐานที่เชื่อว่าผู้ต้องหากระทำความผิด ตนเองสามารถนำผู้ต้องหาที่ตนเชื่อว่าเป็นผู้กระทำผิดมาลงโทษ ทำให้ข้อสันนิษฐานที่ว่า ผู้ต้องหาย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษานั้นหายไป ซึ่งเป็นข้อสันนิษฐานที่ว่าผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์ต้องจบที่ศาลไม่ใช่จบที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และยังสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เข้าใจในสิทธิมนุษยชนพื้นฐานว่าบุคคลต้องไม่ถูกทรมาน ซึ่งตรงข้ามกับหลักสากลที่ต้องการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำทรมานเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล คำรับสารภาพ หรือทำให้เกิดการลงโทษ อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ในส่วนของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ได้บัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเช่น ในเรื่องการจับ มาตรา 84 ได้บัญญัติว่า “เมื่อเจ้าพนักงานหรือราษฎรผู้ทำการจับต้องเอาตัวผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนโดยทันที….” หากไม่นำไปส่งยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนโดยทันที เอาไปที่อื่นย่อมขัดต่อกฎหมาย จึงแสดงให้เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาได้ในระดับหนึ่ง และการชันสูตรพลิกศพ เมื่อความตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ย่อมต้องปฏิบัติให้เป็นไปตาม มาตรา 150 เป็นต้น

รศ.ดร. ปกป้อง ศรีสนิท ได้อภิปรายถึงประเด็นของสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ใน 2 กรอบ คือ ในกรอบแรกพูดถึง “สิทธิเด็ดขาด” หมายถึง สิทธิที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องเคารพ และไม่อาจละเมิดประชาชนได้ไม่ว่าในสถานการณ์ใด ๆ ซึ่งถือเป็นสิทธิมนุษยชนและได้ถูกบัญญัติไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองฯ (ICCPR) เช่น สิทธิที่จะไม่ถูกฆ่านอกกฎหมายโดยไม่มีคำพิพากษาของศาล สิทธิที่จะไม่ถูกทรมาน สิทธิที่จะไม่ถูกบังคับให้สูญหาย ในส่วนของสิทธิที่จะไม่ถูกทรมานนั้น มีบัญญัติไว้โดยเฉพาะในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ(CAT) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีของทั้งสองสัญญานี้ การทรมานจึงไม่สามารถทำได้ไม่ว่าในสถาณการณ์ใด ๆ แม้เพื่อปราบปรามอาชญากรรมก็ตาม ด้วยเหตุผลที่ว่า (1) ข้อมูลที่ผู้ถูกทรมานยอมให้ไปเกิดจากความเจ็บปวด จึงอาจไม่ใช่เรื่องจริง ทำให้รัฐเสียโอกาสในการปราบปรามผู้กระทำผิดจริงที่แท้จริง (2) มีวิธีการอื่น ๆ ในการได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และปราบปรามอาชญากรรมได้ดีกว่า (3) ทำลายความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม (4) ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ (5) ผิดศีลธรรมและคุณธรรมของเจ้าหน้าที่ ดังนั้น เมื่อมีผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด เจ้าหน้าที่รัฐจะหาพยานหลักฐานต่าง ๆ ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย จะทรมานเพื่อขอข้อมูลนำไปขยายผลไม่ได้ สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีกฎหมายที่ใช้ลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำทรมานประชาชนโดยเฉพาะ ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และ296 นั้นยังไม่เพียงพอที่จะใช้ลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐ จะต้องมีกฎหมายเฉพาะที่ใช้ลงโทษเจ้าหน้าที่นั้นหนักกว่าปกติ เนื่องจากมองว่าประชาชนทรมานประชาชนด้วยกัน ประชาชนยังมีที่พึ่ง คือ เจ้าหน้าที่รัฐแต่ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐทำร้ายประชาชนเสียเอง ประชาชนจะขาดที่พึ่ง ในกรอบที่สอง คือ “สิทธิในกระบวนการยุติธรรมทั่วไป” หมายถึง เมื่อมีสถานการณ์ความมั่นคง สถานการณ์ฉุกเฉิน หรือสถานการณ์สงครามรัฐสามารถขอผ่อนปรนการคุ้มครองสิทธิเหล่านั้นได้ เช่น สิทธิในการมีทนาย สิทธิในการพบทนายทันทีภายหลังถูกจับ เมื่อเป็นกรณีการก่อการร้าย สิทธิพบทนายยังคงมีอยู่แต่ให้ยืดออกไปโดยให้เจ้าหน้าที่รัฐคุยกับผู้ต้องหาได้ก่อนพบทนาย

สำหรับประเทศไทย กฎหมายในประเทศสอดคล้องกับหลักของ ICCPR แล้ว เพียงแต่มีประเด็นปัญหา 3 ประเด็น คือ 1) ปัญหากระบวนการยุติธรรมไทยในชั้นก่อนฟ้อง แยกส่วนกันเกินไประหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการ กว่าพนักงานอัยการจะรับเรื่องเวลาเกิดเหตุก็ผ่านไปนานแล้ว จึงควรให้พนักงานอัยการเข้าไปรับรู้หรือคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้น ตัวอย่างเช่น ประเทศฝรั่งเศส คดีอาญาทั่วไป อัยการจะเข้ามาในคดีต่อเมื่อรู้ตัวผู้ต้องหาแล้ว เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่ถูกดำเนินคดี ส่วนในคดีอาญาความผิดซึ่งหน้า เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจับผู้กระทำความผิดได้ต้องแจ้งอัยการทันทีเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่ถูกดำเนินคดี สำหรับประเทศไทย

รศ.ดร. ปกป้อง ยังกล่าวต่อว่า หมายอาญาต่าง ๆ ควรผ่านพนักงานอัยการเพื่อตรวจสอบเสียก่อน และเสนอแนะว่า พนักงานอัยการควรเข้าไปมีส่วนร่วมในการสอบสวนตั้งแต่เริ่มต้น โดยเริ่มจากคดีอุกฉกรรจ์โทษ 10 ปีขึ้นไป และคดียาเสพติดร้ายแรงก่อน 2) การคุ้มครองสิทธิประชาชนในการจับกุม การค้น และการสอบปากคำผู้ต้องหา ปัญหาเกิดจากการมีข้อกล่าวอ้างที่ยันกันในชั้นศาลระหว่างพนักงานสอบสวนกับผู้ต้องหา กรณีคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนที่ผู้ต้องหามักปฏิเสธในชั้นศาล โดยอ้างว่าที่รับสารภาพในชั้นสอบสวนเกิดจากการถูกขู่เข็ญ ข่มขู่ ทรมาน ผู้อภิปรายจึงเห็นว่าทางออก คือ ควรนำเทคโนโลยีบันทึกภาพและเสียงมาใช้ในการสอบสวน ซึ่งจะเป็นการช่วยคุ้มครองทั้งประชาชนจากการใช้อำนาจโดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐและคุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบอีกทางหนึ่งด้วยการนำเทคโนโลยีกล้องบันทึกภาพและเสียงมาใช้ในการสอบสวน ซึ่งทำให้โอกาสในการกระทำโดยมิชอบของเจ้าหน้าที่ลดน้อยลง 3) ในเรื่องการควบคุมตัวผู้ถูกจับ ตามพระราชบัญญัติปราปรามยาเสพติดพ.ศ. 2519 (ที่กำลังจะถูกยกเลิก) ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ถูกจับได้ 3 วัน กฎหมายนี้มีความสุ่มเสี่ยงต่อการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐในการทรมานหรือการบังคับให้สูญหาย และในส่วนของคดีทั่วไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 มีช่องว่างในช่วงระยะเวลาควบคุมตัวผู้ต้องหาระหว่างถูกจับก่อนถึงสถานีตำรวจ ดังนั้น อัยการและศาลอาจอาจเข้ามามีส่วนร่วมในการลดการทรมานหรือลดการถูกบังคับให้สูญหายได้ โดยหากพบความผิดปกติศาลสามารถไม่ออกหมายขังให้ได้และต้องปล่อยตัวไป และมีแนวคิดว่าก่อนพนักงานสอบสวนจะไปขอหมายขังต้องมาขอให้พนักงานอัยการให้ตรวจสอบก่อน

จากนั้นได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับฟังการอภิปรายถามคำถาม และในช่วงท้ายผู้ร่วมอภิปรายได้สรุปและมีข้อเสนอแนะ

โดยเริ่มจากนางอังคณา เสนอแนะว่า ควรปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ทั้งตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ รวมทั้งระบบศาลทหารด้วยควรมีบทบัญญัติรับรองสิทธิเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยให้ไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาที่กระทำละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ และศาลควรนำบทบัญญัติตามอนุสัญญาสิทธิมนุษยชนมาใช้ในการคุ้มครองเสรีภาพประชาชน และควรมีหน่วยงานกลางที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนเข้าร่วมตรวจสอบในกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐละเมิดสิทธิประชาชน ควรทำให้มีอัยการเพียงพอที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และควรมีการเยียวยาความเสียหายให้แก่เหยื่อที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐละเมิดสิทธิมนุษยชน

ผศ.ดร.ปารีณา เสนอแนะว่า ควรปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบโดยนำเป้าหมายในการค้นหาความจริงบนฐานของการคุ้มครองสิทธิของประชาชนเป็นศูนย์กลางของแนวคิด นำเทคโนโลยีมาใช้ในการสอบสวนเพื่อหลีกเลี่ยงการเค้นข้อมูลจากพยานบุคคลโดยวิธีการที่มิชอบ นำหลักการของการไม่รับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบมาใช้ตัดพยานเพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐตระหนักว่าพยานหลักฐานที่แสวงหาโดยมิชอบเหล่านี้ใช้พิสูจน์ความผิดไม่ได้ ควรมีกฎหมายเฉพาะชัดเจนถึงความผิดอาญาและโทษของเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเมิดสิทธิของประชาชนและควรทำให้ชัดว่าความตายที่สืบเนื่องมาการกระทำของเจ้าหน้าที่ต้องใช้วิธีการชันสูตรพลิกศพ เสนอแนะให้พนักงานอัยการทำงานร่วมกันเป็นทีมกับพนักงานสอบสวนโดยเข้ามาร่วมสอบสวนในทุกคดี ตั้งรูปคดี ชี้แนะพนักงานสอบสวนว่าพยานหลักฐานใดที่ต้องหาเพิ่ม แล้วให้พนักงานสอบสวนรวบรวมแสวงหาพยานหลักฐานนั้น และศาลควรเข้ามาตรวจสอบระยะเวลาการจับกุม โดยสังคมต้องยอมรับว่าเมื่อต้องการคุ้มครองสิทธิประชาชนจะมีกระบวนการตรวจสอบที่มากขึ้นซึ่งต้องแลกกับระยะเวลาที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน

รศ.ดร. ปกป้อง สรุปปิดท้ายว่า การรักษาสมดุลระหว่างประโยชน์สาธารณะกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนต้องเป็นไปตามสถานการณ์ของแต่ละประเทศ แต่ไม่ว่าในสถานการณ์ใด ๆ ก็ไม่สามารถทรมานได้ ต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม โดยนำหลักในการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์และหลักสิทธิในการต่อสู้คดีในกระบวนการยุติธรรมมาใช้

จากนั้น หม่อมหลวงศุภกิตต์ จรูญโรจน์ เลขาธิการสถาบันนิติวัชร์สำนักงานอัยการสูงสุด ได้กล่าวปิดการอภิปราย