ศบค. แจงตรวจเชื้อน้อยลง เป็นธรรมชาติของการระบาด ลดตัวเลขการฉีดเข็มแรกเหลือ 36%

8.09.21 | 15:54 น.

ศบค. แจงตรวจเชื้อน้อยลง เป็นธรรมชาติของการระบาด ลดตัวเลขการฉีดเข็มแรกเหลือ 36%

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 8 กันยายน ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) ทำเนียบรัฐบาล นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทย ว่า พบผู้ป่วยรายใหม่ 14,176 ราย แบ่งเป็น ผู้ติดเชื้อในประเทศ 13,654 ราย เป็นผู้ป่วยรายใหม่จากระบบเฝ้าระวังและบริการฯ 11,940 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุกในชุมชน 1,714 ราย มาจากเรือนจำ 506 ราย และอีก 16 รายเดินทางมาจากต่างประเทศ ทำให้มีผู้ป่วยสะสมทั้งหมด 1,322,519 ราย และมีผู้ป่วยติดเชื้อเข้าข่าย (ATK) 2,372 ราย ขณะที่มีผู้หายป่วย 16,769 ราย ทำให้มีผู้หายป่วยสะสม 1,166,364 ราย กำลังรักษาตัวอยู่ 142,644 ราย โดยเป็นผู้ป่วยอาการหนัก 4,387 ราย ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ 960 ราย และมีผู้เสียชีวิต 228 ราย รวมผู้เสียชีวิตสะสม 13,511 ราย


นพ.เฉวตสรร กล่าวว่า สำหรับจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดในประเทศที่มีอาการหนักหรือปอดอักเสบ พบว่า ภาพรวม 7 วันของไทย ตัวเลขผู้ป่วยอาการหนักมีทิศทางลดลง แต่บางจังหวัดยังมีผู้ป่วยที่มีอาการหนักเพิ่มขั้น อาทิ นครปฐม ที่มีผู้ป่วยอาการหนัก 238 ราย ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นจากวันที่ 1 ก.ย.ที่มีจำนวน 210 ราย
สำหรับผู้เสียชีวิต 228 ราย พบสูงสุดใน กทม. 50 ราย และปริมณฑล 5 จังหวัด จำนวน 60 ราย ผู้เสียชีวิตในภาพรวม เป็นชาย 115 ราย หญิง 115 ราย และผู้เสียชีวิต 90% เป็นผู้สูงอายุ 165 ราย ผู้ป่วยกลุ่มโรคเรื้อรัง 42 ราย หญิงตั้งครรภ์ 1 ราย และเด็กเล็กอายุ 0.5-2 ปี จำนวน 3 ราย

Advertisement

สำหรับจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศรายใหม่ 10 จังหวัดอันดับสูงสุด ประกอบด้วย กทม. 3,691 ราย สมุทรปราการ 955 ราย ชลบุรี 846 ราย สมุทรสาคร 641 ราย ราชบุรี 528 ราย ระยอง 473 ราย พระนครศรีอยุธยา 388 ราย สงขลา 369 ราย นนทบุรี 362 ราย และนราธิวาส 332 ราย ด้านผู้ป่วยรายใหม่ที่เดินทางมาจากจากต่างประเทศ ทั้งหมด 16 ราย แบ่งเป็น แคนาดา 1 ราย อินโดนีเซีย 1 ราย ตุรกี 1 ราย ฟิลิปปินส์ 2 ราย และพบคนไทยลักลอบเข้าเมืองผ่านช่องทางธรรมชาติจาก 4 ประเทศ รวม 9 ราย คือ เมียนมา 2 ราย มาเลเซีย 4 ราย ลาว 2 ราย และกัมพูชา 3 ราย

 

นพ.เฉวตสรร กล่าวว่า แนวโน้มจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันในภาพรวมยังมีทิศทางที่ลดลง เป็นสัญญาณที่ดี โดยผู้ป่วยใหม่รายใหม่ปัจจุบันอยู่ในต่างจังหวัด 56% อยู่ใน กทม.และปริมณฑล 44% สำหรับการระบาดเป็นกลุ่มก้อนคลัสเตอร์ ยังพบว่าเขตสุขภาพที่ 4-6 ที่อยู่ในภาคกลาง โดยโรงงาน หรือแคมป์คนงาน ยังพบการระบาด 318 คลัสเตอร์ , ตลาด ชุมชน ชุมชน ครอบครัว พบการะบาด 131 คลัสเตอร์ , ร้านอาหาร สถานบันเทิง พบการระบาด 3 คลัสเตอร์ , สำนักงาน โรงเรียน สถานศึกษา พบการระบาด 12 คลัสเตอร์

 

อย่างไรก็ตาม มีผู้ได้รับวัคซีนเมื่อวันที่ 7 กันยายน ประกอบด้วย เข็มแรก จำนวน 399,650 ราย เข็มที่ 2 จำนวน 424,676 ราย และเข็มที่ 3 จำนวน 1,687 ราย รวมสะสม 37,461,284 โดส แบ่งเป็น ผู้ได้รับวัคซีนเข็มแรก จำนวน 25,954,106 ราย ผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 จำนวน 10,900,001 ราย และผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 จำนวน 607,177 สำหรับภาพรวมการฉีดวัคซีนของกลุ่มผู้สูงอายุ ประกอบด้วย กทม. 98.4% ปทุมธานี 70.3% ส่วนจังหวัดที่ฉีดวัคซีนให้ผู้สูงอายุมากกว่า 60% ประกอบด้วย สมุทรสาคร 64.4% , ฉะเชิงเทรา 63.9% , ชลบุรี 63.9% , สมุทรปราการ 60.9%

นพ.เฉวตสรร กล่าวว่า สำหรับผลประชุมคณะอนุกรรมการกำกับ ติดตามและประเมินผล มาตรการด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคในพื้นที่ กทม. ที่ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา ระบุว่า การฉีดวัคซีนเป็นไปตามเป้าหมาย แต่ยังมีส่วนที่กำชับให้ รพ.เอกชนดำเนินการต่อเนื่องตามแผนที่กำหนด ส่วนหลังจากที่มีการผ่อนคลายมาตรการ ยังคงต้องติดตามประเมินผลอย่างใกล้ชิด มีการเตรียมความพร้อม COVID Free Setting เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและมั่นใจในการใช้บริการ

อีกทั้งที่ประชุม ศบค. ยังได้ติดตามการเตรียมความพร้อมฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนอายุ 12-17 ปี จำนวน 4 แสนคน โดยจะฉีดให้กับนักเรียนในโรงเรียนทุกสังกัด การดำเนินการฉีดวัคซีนแคมป์ก่อสร้างใน กทม. ฉีดแล้ว 61,841 คน ใน 606 แคมป์ ตั้งเป้าให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 10 กันยายนนี้ และเสนอให้มีมาตรการลงโทษปรับตามกฎหมาย กับแคมป์ที่ใม่เคร่งครัดมาตรการป้องกันโควิด โดยให้สำนักอนามัย นำเสนอแนวทางต่อ ศบค. มาตรการป้องกันควบคุมโรคในตลาดและโรงงาน การตรวจค้นหาเชื้อเชิงรุก ด้วยชุดตรวจ ATK กทม.ได้รับจัดสรร 2,410,300 ชุด โดยจะมีการกระจายไปสู่ประชาชน 6 กลุ่มเสี่ยง คือ 1.ชุมชนจัดตั้ง 2,016 ชุมชน 2.ตลาด ร้านอาหาร มินิมาร์ท แผงลอย 3.ขนส่งสาธารณะ 4.ครูและโรงเรียนทุกสังกัด 1,351 แห่ง 5.บริการนวด เสริมสวย และ 6.กลุ่มเปราะบาง

นพ.เฉวตสรร ตอบคำถาม กรณีการตรวจที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงนี้มีการตรวจหาเชื้อน้อยไป จึงส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อลดลงหรือไม่ ชี้แจงว่า การตรวจหาเชื้อที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคมที่พบผู้ป่วยมากขึ้น ทำให้มีกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูงเกิดขึ้นตามจำนวน การตรวจหาเชื้อจึงต้องเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ขณะนี้ มีจำนวนผู้ป่วยลดน้อยลง กลุ่มสัมผัสเสี่ยงสูงหรือผู้ใกล้ชิดต่าง ๆ จึงลดลงตามลำดับ ถือเป็นธรรมชาติของการระบาดในลักษณะดังกล่าว เมื่อผู้ป่วยลดลง ผู้ที่ต้องการตรวจหาเชื้อก็ลดลง ส่งผลต่ออัตราการตรวจในภาพรวม อย่างไรก็ตามภาครัฐยังคงเน้นการตรวจเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากมีอาการมีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เข้าถึงการตรวจได้ หรือหากไม่มีอาการ แต่ใกล้ชิดผู้ป่วย เป็นผู้สัมผัสก็สามารถเข้ารับการตรวจได้

ในส่วนกรณีการไม่นำผลตรวจของ ATK มารวมกับจำนวนผู้ติดเชื้อนั้น ยืนยันว่า เป็นการพิจารณาตามหลักทางวิชาการที่นิยามคำจัดความของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งอ้างอิงตามหลักปฏิบัติขององค์การอนามัยโลก ทั้งนี้ การแยกจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งสองส่วน ภาครัฐได้ติดตามควบคู่กันไปเพื่อใช้วิเคราะห์แนวโน้มและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่มีการปิดบังข้อมูลแต่อย่างใด

นพ.เฉวตสรร ชี้แจง กรณีมีนักวิชาการตั้งคำถามเรื่องการรายงานตัวเลขการฉีดวัคซีนของศบค. ที่ระบุว่า ไทยสามารถฉีดวัคซีนให้ประชาชน เข็มที่ 1 ถึง 50.5% นั้น ขอเรียนว่า ในการทำงานจะมีการติดตามในหลายรูปแบบว่าทำงานใกล้เป้าหมายหรือยัง โดยคำว่า 50% ตรงนั้นเป็นกระดานอันหนึ่ง ที่อยากจะฉีดให้มีภูมิคุ้มกันหมู่ 70% ของคนประมาณ 70 ล้านคน หรือก็คือ 50 ล้านคน ตัว 50% ก็คือ จุดที่เราฉีดเข็ม 1 ประมาณ 25 ล้านคน ขอนำเรียนแนวคิด และขอบคุณ พร้อมจะนำไปปรับปรุงในการนำเสนอให้มีรายละเอียด อธิบายเข้าไปให้รู้ชัด เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ทั้งนี้ ในภาพรวมที่อยากจะเรียนคือ ในส่วนของเข็มที่ 1 ที่เราฉีดไปแล้ว คือ 36% ของประชากร

นพ.เฉวตสรร กล่าว่า สำหรับพี่น้องชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สามารถลงทะเบียนเข้ารับวัคซีนได้ใน 2 ช่องทาง คือ 1. เว็บไซต์ expatvac.consular.go.th ลงทะเบียนกับกระทรวงการต่างประเทศ 2. Application “vaccine บางซื่อ” ของศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ อยากเชิญชวนพี่น้องชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ท่านสามารถขอเข้ารับการฉีดวัคซีน โดยจะมีการจัดการนัดหมาย เพื่อให้ไปฉีดโดยไม่แออัด และเข้าถึงได้โดยง่าย