สธ.รับมี 1 ราย ตายจากฉีดแอสตร้าฯ รอผลอีก 122 ราย สรุปไม่ได้ 12 ราย ชี้ไฟเซอร์ทำกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ พบมากในเด็กชาย
เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค แถลงผลการติดตามข้อมูลเหตุไม่พึงประสงค์หลังได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในประเทศไทยว่า ข้อมูลการฉีดวัคซีนเมื่อวันที่ 7 กันยายน เพิ่มขึ้น 826,013 โดส แบ่งเป็น เข็มที่ 399,650 โดส และเข็มที่ 2 อีก 424,676 โดส ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์- 7 กันยายน สะสมที่ 37,461,284 โดส คิดเป็นความครอบคลุมเข็มที่ 1 จำนวน 25.9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 36 ส่วนผู้รับครบ 2 ปีอีก 10.9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 15 โดยจำแนกตามชนิดวัคซีน ได้แก่ 1.ซิโนแวค 15.7 ล้านโดส 2.แอสตร้าเซนเนก้า 16.1 ล้านโดส 3.ซิโนฟาร์ม 4.6 ล้านโดส และ 4.ไฟเซอร์ 9 แสนโดส และยังมีวัคซีนที่รอฉีดอยู่ตามจังหวัดต่างด้วย จึงขอเชิญชวนผู้ที่ยังไม่ได้รับ ให้รีบไปรับวัคซีนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 คือ ผู้อายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป เพื่อลดความรุนแรงของอาการและอัตราการเสียชีวิตให้มากที่สุด
นพ.จักรรัฐกล่าวว่า วัคซีนที่อยู่ในขวดจะไม่เกิดประโยชน์จนกว่าจะฉีดให้ทุกคน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติที่หน่วยงานสาธารณสุขแต่ละประเทศรองรับการฉีดวัคซีนก่อนที่องค์การอนามัยโลกจะรับรองให้ใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ โดยเฉพาะแถบยุโรป เช่น วัคซีนไฟเซอร์ อังกฤษ รับรองการฉีดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ส่วนสหรัฐอเมริกา รับรองเมื่อวันที่ 8 และวันที่ 14 ธันวาคม 2563 ขณะที่องค์การอนามัยโลกให้การรับรองในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ส่วนแอสตร้าฯ อังกฤษ รับรองเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2564 ขณะที่องค์การอนามัยโลกรับรองในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 แอฟริกาใต้ รับรองการฉีด ขณะที่องค์การอนามัยโล รับรองเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2564 และโมเดอร์นา สหรัฐ รับรองเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2563 ขณะที่องค์การอนามัยโลกรับรองเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกมีการรับรองเพิ่มเติมขึ้น คือ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2564 รับรองซิโนฟาร์ม และวันที่ 1 มิถุนายน 2564 รับรองซิโนแวค ขณะนี้มี 6 ยี่ห้อหลัก ที่องค์การอนามัยโลกรับรองให้ใช้ในภาวะฉุกเฉิน นั่นหมายถึงการรับรองในกลุ่มอายุที่ต่างกันด้วย
นพ.จักรรัฐกล่าวว่า ข้อมูลวันที่ 5 กันยายน 2564 กองระบาดวิทยารายงานข้อมูลไม่พึงประสงค์หลังรับวัคซีน พบว่า ไทยมีการฉีดวัคซีนสะสม 35.9 ล้านโดส มีอาการร้ายแรงที่ต้องนำสู่การพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ เช่น นอนโรงพยาบาล (รพ.) แต่ยังพบไข้สูงต่อเนื่อง นำไปสู่การสอบสวนโรค เช่น ซิโนแวค ฉีด 15.2 ล้านโดส รายงาน 2,667 เหตุการณ์ มีผู้แพ้เป็นผื่น ความดันต่ำใน 30 นาทีแรก ถึง 1 วัน เป็นลักษณะแพ้รุนแรง หรือ Anphylaxis ทั้งหมด 24 ราย คิดเป็น 0.16 ต่อแสนโดส ถือเป็นจำนวนไม่มากต่อการฉีด และส่วนใหญ่หายเป็นปกติ แอสตร้าฯ ฉีด 15.4 ล้านโดส พบ 3,004 เหตุการณ์ เป็นการแพ้รุนแรง 6 ราย
“อย่างไรก็ตาม วัคซีนไฟเซอร์และแอสตร้าฯ มี 2 ประเด็นหลัก ที่เป็นข้อกังวลของทีมบุคลากรแพทย์ อย่างที่ต่างประเทศพบว่า หลังรับแอสตร้าฯ โดยเฉพาะเข็มที่ 1 มีรายงานภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำ กรณีไฟเซอร์พบกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน เกิดขึ้นได้ในกลุ่มผู้ชายอายุน้อย ทั้งนี้ ข้อมูลในต่างประเทศสำหรับวัคซีน 2 ยี่ห้อนี้ พบอาการไม่พึงประสงค์พอสมควร” นพ.จักรรัฐกล่าว และว่า ข้อมูลวันที่ 5 กันยายน 2564 ประเทศไทยพบข้อมูลหลังฉีดแอสตร้าฯ เข็มแรก พบภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำ 5 ราย คิดเป็น 0.03 รายต่อการฉีดแสนโดส เป็นหญิง 3 ราย ชาย 2 ราย อายุต่ำสุด 26 ปี สูงสุด 76 ปี โดยหายเป็นปกติ 2 ราย และเสียชีวิต 3 ราย โดยไทยพบภาวะดังกล่าวน้อยกว่าอังกฤษถึง 30 เท่า ถือว่าน้อยมาก ซึ่งหากพบแพทย์เร็ว และแจ้งว่าฉีดวัคซีนมา เพื่อให้รับการรักษาก็จะอาการดีขึ้นและหายได้ ส่วนใหญ่อาการหลักจะขึ้นได้ใน 4-30 วันหลังรับวัคซีน คือ ปวดศีรษะรุนแรง แขนขาอ่อนแรง ปากหน้าเบี้ยว เจ็บหน้าอก หายใจติดขัด หรือพบจุดเลือดออก คล้ายไข้เลือดออกแต่ไม่มีไข้
นพ.จักรรัฐกล่าวว่า ขณะที่วัคซีนไฟเซอร์พบกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน 1 ราย เป็นเด็กชาย อายุ 13 ปี ที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์เพราะเป็นกลุ่มเสี่ยงคือ โรคอ้วน โดยพบอาการหลังฉีด 2 วัน และหลังได้รับการรักษาก็หายเป็นปกติ ทั้งนี้ ข้อมูลพบว่า ไฟเซอร์จะพบอาการไม่พึงประสงค์ในเพศชาย อายุน้อย โดยอาการสำคัญคือ เจ็บหน้าอก หายใจหอบ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย หรือใจสั่น อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่าถึงแม้วัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA จะมีผลข้างเคียงดังกล่าวเกิดขึ้นได้ แต่น้อยมาก และผลประโยชน์ที่ได้จากการฉีดวัคซีนมีมากกว่า จึงยังแนะนำให้มีการฉีดต่อไป
“วัคซีนไฟเซอร์เป็นชนิด mRNA เกิดอาการไม่พึงประสงค์ค่อนข้างชัดเจนในต่างประเทศ คือ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ซึ่งมีอุบัติการณ์การเกิดที่พบได้ เช่น สหรัฐ พบเด็กชาย อายุ 12-17 ปี อยู่ที่ 32.4 ต่อการฉีดล้านโดส ส่วนเด็กหญิงอยู่ที่ 4.2 ต่อการฉีดล้านโดส อัตราการเกิดจะลดลงในผู้ที่อายุมากขึ้น” นพ.จักรรัฐกล่าว และว่า จึงต้องแนะนำประชาชนว่า หากผู้ที่มีประวัติกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือล้มเหลวมาก่อน ต้องแจ้งแพทย์ก่อนฉีดวัคซีนชนิด mRNA
นพ.จักรรัฐกล่าวว่า ขณะนี้ข้อมูลผู้ที่มีอาการรุนแรงและเสียชีวิตรับรายงานทั้งหมด 628 ราย โดยมีการชันสูตรศพหาสาเหตุ ข้อมูลทางคลินิก การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (แล็บ) และคณะผู้เชี่ยวชาญฯ ได้พิจารณาแล้ว 416 ราย ส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีน แต่เป็นเหตุการณ์ร่วมอื่นๆ (Coincidental event) มี 249 ราย ได้แก่ การติดเชื้อในระบบประสาทและสมอง 2 ราย เลือดออกในสมอง 26 ราย เกิดในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว เส้นเลือดสมองอุดตัน 5 ราย ปอดอักเสบ 69 ราย ลิ่มเลือดอุดตันในปอด 3 ราย โรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ 64 ราย และภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด 19 ราย ส่วนอาการทางมะเร็งที่รุนแรงขึ้นและเสียชีวิต ได้แก่ มะเร็งเต้านม 1 ราย มะเร็งท่อน้ำดี 2 ราย และมะเร็งปอด 1 ราย ภาวะอื่นๆ เช่น เลือดออกในช่องท้อง 4 ราย รับประทานเห็ดพิษ 2 ราย โรคอื่นๆ 25 ราย
ส่วนเหตุการณ์ที่ไม่สามารถสรุปได้ว่า เกี่ยวข้องกับวัคซีนโดยตรงหรือไม่ (Indeterminate event) 32 ราย ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่สรุปว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนมี 1 ราย เป็นหญิง อายุ 28 ปี จ.นนทบุรี เป็นภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำหลังจากการฉีดวัคซีนแอสตร้าฯ โดยเหลือที่ยังรอผล 122 ราย และมีที่สรุปไม่ได้ 12 ราย

