ผู้เสียหายร้องปปป. ให้ตรวจสอบดีเอสไอ หลังถูกยึดรถหรูไป 9 ปี ไป 28 คันแต่ไม่ได้คืน
เมื่อวันที่ 9 กันยายน ที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(บก.ปปป.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม นำนายมนตรี เกตุจรัส ผู้ประกอบกิจการรถยนต์จดประกอบ เข้าร้องพนักงานสอบสวนบก.ปปป. เพื่อให้สืบสวนขยายผลกรณีที่นายมนตรี ถูกเจ้าหน้าที่ดีเอสไอบุกค้น และอายัดรถหรูไป 37 คัน เมื่อ 9 ปีที่แล้ว ก่อนจะคืนรถยนต์ของกลางบางส่วน และจนถึงขณะนี้ทางดีเอสไอยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา
นายอัจฉริยะ กล่าวว่า วันนี้นำผู้เสียหายมาร้องทุกข์ต่อบก.ปปป. ให้ดำเนินการตรวจสอบกรณีการยึดรถหรูของนายมนตรี เมื่อ 9 ปีที่แล้ว ซึ่งปัจจุบันไม่สามารถที่จะแจ้งข้อกล่าวหาได้ทั้งหมด ที่แจ้งได้เลยเพียงแค่คันเดียวจากจำนวน 37 คัน และปัจจุบันมีการคืนรถกลับมาเพียงแค่บางส่วน ทั้งนี้ในกรณีของดีเอสไอมีลักษณะคล้ายเครือข่ายของพ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล อดีตผกก.สภ.เมืองนครสวรรค์ โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากคดีที่ดีเอสไอรับผิดชอบสอบสวนเรื่องรถยนต์หรู และพบว่ามีไฟไหม้รถยนต์หรู จำนวน 6 คัน ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จากนั้นดีเอสไอ ตั้งเรื่องเป็นคดีพิเศษเพื่อขยายผลตรวจสอบรถยนต์หรูทั่วประเทศ โดยใช้งบประมาณทำคดีมากถึง 1,400 ล้านบาท หรือตกคดีละ 2 แสนบาท ซึ่งพฤติการณ์ของดีเอสไอ คล้ายกับกรณีของพ.ต.อ.ธิติสรรค์ คือ มีการดำเนินการเพื่อหวังเงินรางวัลนำจับที่สูงถึง ร้อยละ 55 โดยแอบอ้างปั้นสายลับ เป็นผู้ให้ข้อมูลนำจับ เพื่อให้เข้าเงื่อนไข ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร มารตรา 27 ที่ระบุว่า ต้องเป็นการนำเข้ารถมาทั้งคัน ไม่ใช่การแยกชิ้นมาประกอบ แต่กรณีของดีเอสไอไม่เข้าเงื่อนไข เพราะคดีของดีเอสไอจับผู้นำเข้าชิ้นส่วนที่มีการเสียภาษีเรียบร้อยแล้ว และมาจดประกอบรถยนต์ โดยเฉพาะนายมนตรี เสียภาษีถูกต้องตามขั้นตอนทั้งหมด จึงไม่เข้าเงื่อนไข ดังนั้นจึงมีความพยายามตั้งงบการดำเนินคดีคันละ 2 แสนบาท รวมทั้ง 7,000 คัน เป็นเงินกว่า 1,400 ล้านบาท และมีการขยายผลตรวจค้นโรงงานจดประกอบรถหรูทั่วประเทศ จำนวน 6 จุด ซึ่งรวมถึงโรงงานของนายมนตรีด้วย ซึ่งจนถึงขณะนี้ผู้เสียหายทั้งหมดที่โดนยึดรถยนต์หรูไว้ ยังไม่ได้รถคืน และดีเอสไอไม่สามารถแจ้งข้อกล่าวหาได้
ขณะที่นายมนตรี กล่าวว่า หลังเกิดเหตุที่ถูกยึดรถไป 37 คัน ตนก็พยายามสอบถามเพื่อที่จะติดต่อขอรถคืนเป็นระยะก่อนได้รับการติดต่อคืนมาเพียง 3 คัน ผ่านไป 4-5 ปีสอบถามไปก็คืนมาอีก 1 คัน จนทนไม่ไหวจึงได้ไปร้องทุกข์ต่อศาลทุจริต ทั้งนี้ยืนยันตนเสียภาษีชิ้นส่วนนำเข้าอย่างถูกต้อง ส่วนเรื่องการนำเข้าชิ้นส่วนอะไหล่ ก็มีการเสียภาษีถูกต้องเช่นกัน แต่เมื่อดีเอสไอเข้ามาอายัดและอ้างว่า ไม่มีการเสียภาษีชิ้นส่วนถูกต้อง จึงไม่เป็นความจริง และมีหลักฐานเอกสารการจ่ายภาษีครบทุกขั้นตอน โดยที่ผ่านมาเคยชี้แจงไปที่ดีเอสไอ แต่ไม่คืบหน้า และดีเอสไอคืนรถยนต์กลับมาให้จำนวน 9 คัน และอายัดไว้อีก 28 คัน จึงนำเรื่องมาร้องทุกข์ผ่านทางบก.ปปป.เพื่อขอความเป็นธรรม
เบื้องต้นพนักงานสอบสวน ปปป. รับเรื่องราวไว้สอบสวน ก่อนเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการ โดยเตรียมเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมในภายหลังต่อไป

