สปสช.ใช้ระบบตรวจก่อนจ่าย ให้แสดงตัวตนก่อนรับ ATK ไปแยงจมูก เริ่ม 16 ก.ย.นี้

12.09.21 | 15:38 น.

สปสช.ใช้ระบบตรวจก่อนจ่าย ให้แสดงตัวตนก่อนรับ ATK ไปแยงจมูก เริ่ม 16 ก.ย.นี้

เมื่อวันที่ 12 กันยายน ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในฐานะโฆษก สปสช. เปิดเผยว่า การตรวจสอบเวชระเบียนเป็นกระบวนการขั้นตอนสำคัญในการดำเนินงานควบคู่กับการเบิกจ่ายเงินชดเชยให้หน่วยบริการต่างๆ ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ถือเป็นระบบการตรวจสอบปกติของการดำเนินกองทุนหลักประกันสุขภาพในทุกประเทศ โดยในส่วนกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้มีการจัดทำระบบตรวจสอบและดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง สาเหตุที่ต้องมีระบบการตรวจสอบนี้ เพื่อความถูกต้องของข้อมูลเบิกจ่ายค่าชดเชย ซึ่งในระบบประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ ต่างต้องมีระบบตรวจสอบเช่นเดียวกัน


“ที่ผ่านมา จะเป็นการตรวจสอบหลังจ่าย (Post Audit) มีข้อดีคือ จ่ายเงินให้หน่วยบริการได้เร็ว แต่ข้อเสียคือ เมื่อตรวจสอบพบความไม่ถูกต้องจนต้องเรียกเงินคืน และมีกระบวนการที่ยุ่งยาก ปีนี้ สปสช.จึงปรับระบบใหม่ จะตรวจสอบก่อนจ่าย (Pre Audit) เริ่มจากการพิสูจน์ตัวตนว่ามีการรับบริการจริงหรือไม่ เพื่อป้องกันการถูกสวมสิทธิ์ โดยจะเริ่มจากรายการที่มีการกำหนดเป็นรายการเฉพาะ เช่น การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ให้กลุ่มเสี่ยง ที่มีการพิสูจน์ตัวตนก่อนการฉีด รวมถึงการแจกแอนติเจน เทสต์ คิท หรือ เอทีเค (ATK) ให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยตนเอง ที่จะเริ่มในวันที่ 16 กันยายนนี้ สปสช.ร่วมมือกับ ธนาคารกรุงไทย พัฒนาต่อยอดแอพพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ในการรับชุดเอทีเค โดยใช้หลักการพิสูจน์ตัวตน (KYC) ของธนาคารที่เข้มงวดและมีความน่าเชื่อถือ เมื่อนำระบบนี้มาใช้ จะทำให้การจ่ายเงินชดเชยมีความถูกต้อง ซึ่งจะลดปัญหาการเรียกเงินคืน และไม่ต้องเสียเวลาตรวจสอบในภายหลัง อีกทั้งต้องประเมินด้วยว่าจะเพิ่มภาระของหน่วยบริการหรือไม่ เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงบริการของประชาชน หรือทำให้เกิดขั้นตอนที่ล่าช้าหรือไม่

ทพ.อรรถพร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ตามที่ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้มีมติเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2564 เห็นชอบแนวทางการพัฒนาระบบสารสนเทศ โครงการพัฒนาระบบวิเคราะห์ขั้นต้นของรายการต้องสงสัยการเบิกจ่ายเงินชดเชยอัตโนมัติด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Pre-audit automation system) คือการนำเอไอ (AI) มาตรวจสอบก่อนจ่ายเงินนั้น จะเกิดประโยชน์ในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเบิกจ่ายมีความถูกต้องมากขึ้น สามารถตรวจจับข้อมูลต้องสงสัยทันที (real-time audit) สามารถตรวจสอบข้อมูลเป็นจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ลดการสูญเสียงบประมาณ และทำให้เกิดการพัฒนาการส่งข้อมูลที่มีความถูกต้อง

“เมื่อมีการใช้เอไอเข้ามาช่วยตรวจสอบ ก็จะทำให้กระบวนการเบิกจ่ายเป็นไปได้รวดเร็วและกว้างขวางมากขึ้น อะไรก็ตาม ที่ไม่ผ่าน เราสามารถให้หน่วยบริการส่งมาเพิ่มได้ทันที ส่วนอะไรที่ผ่าน เราก็มั่นใจได้ว่าเป็นข้อมูลที่มีความสมบูรณ์พอ และสามารถจ่ายชดเชยได้” ทพ.อรรถพร กล่าว

Advertisement