วาฟชี้ ในเมืองน้ำท่วมแต่เขื่อนหลักวิกฤติ เขื่อนสิริกิติ์ น้ำน้อยสุดในรอบ 27ปี
วันที่ 16 กันยายน แบบจำลองสภาพอากาศ(วาฟ-รอม) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ(สสน.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม(อว.) รายงานสถานการณ์น้ำในเขื่อนหลัก 4 เขื่อน คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควนน้อยบำรุงแดน มีน้ำใช้เวลานี้ เพียง 3,220 ล้าน ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)เท่านั้น ขณะที่ประมาณความต้องการน้ำใช้ในช่วงฤดูแล้งปีหน้าอยู่ที่ 12,000 ล้าน ลบ.ม. และเวลานี้เหลืออีกแค่ เดือนเศษ ก่อนจะหมดสิ้นฤดูฝน
วาฟยังระบุด้วยว่า สำหรับปริมาณของน้ำในเขื่อนสิริกิติ์ในปีนี้ ค่อนข้างน่ากังวลอย่างมาก เพราะจากสถิติ พบว่า ในรอบ 27 ปีนั้น วันนี้น้ำในเขื่อนสิริกิติ์ มีน้อยอย่างยิ่ง โดยน้อยเป็นอันดับที่ 2 นับแต่มีการสร้างเขื่อนมา โดยปีที่น้อยที่สุดคือ ปี 2536 ที่ตอนนั้นประเทศไทยประสบปัญหาภัยแล้งอย่างรุนแรงต่อเนื่อง 2 ปี คือปี 2536-2537 ทำให้ การประปานครหลวงเวลานั้น ถึงกับไม่มีน้ำดิบมาผลิตน้ำประปา รวมไปถึงมีน้ำไม่เพียงพอ สำหรับการทำการเกษตรอีกด้วย โดยในปีนี้ เวลานี้ พบว่า เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำที่เก็บกักเพียง 40% และ สามารถใช้การได้เพียง 11% เท่านั้น
นายสุทัศน์ วีสกุล ผู้อำนวยการ สสน. กล่าวว่า จากการคาดการณ์ฝนเดือนกันยายน ถึง ตุลาคม นี้ ประเทศไทยตอนบนจะมีปริมาณน้ำฝนมากกว่าค่าปกติ และน่าจะมีพายุอย่างน้อย 1 ลูกเคลื่อนที่เข้ามาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และอ่อนกำลังในภาคเหนือ พื้นที่ฝนตกส่วนใหญ่จะตกในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือตอนล่าง และจะตกบริเวณท้ายเขื่อนมากกว่า ทำให้ไม่มีน้ำไหลลงในเขื่อนมากนัก ซึ่งตอนนี้พบสัญญาณว่า จะมีพายุก่อตัว ที่จะเคลื่อนตัวเข้ามาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงปลายเดือนกันยายน จะส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลด้วย อาจจะเกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ขณะที่ในเดือน พฤศจิกายน ก็คาดว่าจะมีฝนตกมากกว่าค่าปกติในพื้นที่ภาคใต้ อาจมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงและหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวเข้ามายังอ่าวไทยได้ ทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักจนเกิดอุทกภัยได้จึงควรเตรียมพร้อมรับมือ

สุทัศน์ วีสกุล
ผู้อำนวยการ สสน.กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบ ปริมาณฝนของปี 2554 ปี 2560 และ ปี 2564 พบว่า ปริมาณฝนในปี 2564 นี้ต่างจาก 2 ปี ดังกล่าวมากเกือบทั่วทั้งประเทศ และโดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่มีฝนในพื้นที่เหนือเขื่อนน้อยมาก ทำให้น้ำไหลลงเขื่อนขณะนี้ น้อยกว่าทั้ง 2 ปีดังกล่าว โดยเฉพาะบริเวณเหนือเขื่อนภูมิพล และเหนือเขื่อนสิริกิติ์ นั้น มีปริมาณฝนตกรวมกัน ไม่ถึง 50 มิลลิเมตร ซึ่งเดือน ต.ค. จะสิ้นสุดฤดูฝนของประเทศไทยตอนบนแล้ว ยังต้องการน้ำไหลลงเขื่อนอีกมาก
วันเดียวกัน ศ.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรี อว. เป็นประธานเปิดการเสวนา เรื่อง “2564 จะมีน้ำท่วมใหญ่หรือไม่ เตรียมพร้อมรับมืออย่างไร” จัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และหน่วยงานพันธมิตรด้านการบริหารจัดการน้ำของประเทศ โดย ศ. เอนก กล่าวว่า ตามที่มีกระแสข่าวมาว่าปีนี้จะเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ ประเทศไทยจะต้องเจอกับฝนที่มากขึ้น ฝนจะตกชุกหนาแน่นในหลายพื้นที่ ดังนั้น การให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องนี้จึงเป็นหน้าที่ของกองหนุนอย่าง อว. ที่พร้อมนำความรู้ วิชาการต่างๆ รวมทั้งการเตรียมความพร้อมและเครื่องมือที่จะรับมือมาสื่อสารให้สังคมและชุมชนรับรู้ เข้าใจ และสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง เพื่อลดผลกระทบและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะประเด็น “น้ำท่วม น้ำแล้ง” ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาวิกฤติที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนที่เผชิญกันมาบ่อยครั้งและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

เอนก เหล่าธรรมทัศน์
รัฐมนตรี อว.กล่าวต่อว่า สถานการณ์ช่วงนี้ยังต้องเฝ้าระวังฝนตกหนัก แต่โอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมแบบปี 2554 มีน้อย เพราะน้ำในเขื่อนยังน้อย เพียง 10,000 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น และปัจจัยจากน้ำทะเลหนุนปีนี้ก็มีไม่มาก จึงเหลือปัจจัยเดียวที่จะต้องเตรียมรับมือคือ น้ำฝนที่ตกลงในพื้นที่ชุมชนเมืองเท่านั้น แต่ที่น่ากังวลคือ น้ำแล้ง ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังจากนี้แน่นอน จึงต้องเตรียมการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ขณะที่ป้องกันน้ำท่วมก็ต้องเตรียมกักเก็บน้ำไปด้วย การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญ การบริหารจัดการน้ำที่ดีจะป้องกันน้ำท่วม-น้ำแล้ง จึงต้องมีการบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง อว.พร้อมทำงานร่วมกับทุกกรม ทุกกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นโครงการเจ้าพระยาเดลต้า 2040 หรือการจัดทำระบบป้องกันน้ำท่วม ฯลฯ เพื่อเร่งนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

เสรี ศุภราทิตย์
ขณะที่ รศ.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต กล่าวว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมใหญ่แบบปี 2554 มีน้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างมีความเป็นได้ 10-20% ว่าจะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม ส่วนลุ่มน้ำภาคตันออกเฉียงเหนือมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วม 20 – 40% ลุ่มน้ำตะวันออก มีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วม 30- 40% ลุ่มน้ำภาคใต้ มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดน้ำท่วม 50- 60 %

