น.ส.สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงกรณีชุดปฏิบัติการฉลามขาวเข้าตรวจยึดจับกุมท่าเรือซีพีและนากุ้งที่บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าท่าโสม จ.ตราด กว่า 50 ไร่ โดยผู้ครอบครองโฉนดที่ดินเป็นคนจากตระกูลดัง “เจียรวนนท์” ว่า เป็นการบังคับใช้กฎหมายของ ทช. เพื่อทวงคืนผืนป่าตามนโยบายของรัฐบาล โดยไม่เลือกว่าผู้ที่ครอบครองที่ดินจะมาจากตระกูลใด แต่เมื่อทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ในกรณีดังกล่าวผู้ที่ครอบครองโฉนดที่ดินมีพื้นที่ในโฉนดน้อยกว่าพื้นที่ใช้ประโยชน์จริง โดย ทช.ได้ประสานกับกรมที่ดินในการตรวจสอบ โดยมีนายอนันต์ สว่างไสว ผู้จัดการท่าเทียบเรือ และนายชัยวัฒน์ ถนอมพันธ์ แสดงตนและยอมรับว่าครอบครองพื้นที่เกินและเข้าไปทำประโยชน์ในป่าสงวนแห่งชาติป่าท่าโสมจริง ทช.จึงเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับทั้ง 2 คน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นตระกูลใดก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน
อธิบดี ทช.กล่าวต่อว่า พื้นที่ป่าชายเลนที่ผ่านมาถูกบุกรุกอย่างมาก จากเดิมประเทศไทยมีมากถึง 2.3 ล้านไร่ แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 1.53 ล้านไร่ แสดงให้เห็นว่าในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาประเทศไทยสูญเสียไปกว่า 7.7 แสนไร่ พื้นที่ป่าชายเลนส่วนใหญ่ถูกบุกรุกทำนากุ้ง เช่น จ.ตราด จันทบุรี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี เป็นต้น ดังนั้น ทช.จะรักษาพื้นที่ป่าชายเลนที่เหลืออยู่ 1.53 ล้านไร่ให้คงอยู่ให้ได้ โดยจากนี้กรมจะมีการย้ายหน่วยป้องกันรักษาป่า 45 หน่วยเข้าไปดูแลในพื้นที่ป่าชายเลนอย่างใกล้ชิด และจะเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่ โดยจะใช้เทคโนโลยีโดรนบินสำรวจพื้นที่ป่าชายเลนและถ่ายทอดสดมายังหน่วยป้องกันฯทุกวันเพื่อจะดูว่ามีการบุกรุกหรือไม่ นอกจากนี้ หน่วยป้องกันฯจะร่วมกับหน่วยงานของ ทช.ใน 23 จังหวัด ดำเนินการป้องกันรักษาป่าชายเลนอย่างเต็มที่ รวมทั้งจะประกาศพื้นที่ป่าชายเลนอนุรักษ์เป็นป่าของกรมเอง โดยขณะนี้ได้ทำหนังสือมายังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว
ด้านนายรัชชัย พรพา หัวหน้าชุดปฏิบัติการฉลามขาว กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ที่ดินที่เข้าตรวจสอบเมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมาเป็นการตรวจสอบตามโฉนดของกรมที่ดิน ซึ่งกรมได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องหลังจากมีการร้องเรียนจากประชาชนว่ามีกลุ่มนายทุนทำนากุ้งบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าท่าโสม จึงมีการตรวจสอบโฉนดผู้ครอบครองที่ดินดังกล่าว พบว่าเป็นของนายจรัญ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์เครือเจริญโภคภัณฑ์ คุณหญิงเอื้อปราณี เจียรวนนท์ และนางนุชนารถ เจียรวนนท์ รวม 7 แปลง เป็นโฉนด 6 แปลง และ น.ส.3 จำนวน 1 แปลง ซึ่งขณะนี้ได้มีการตรวจสอบโฉนดและการใช้ประโยชน์จากที่ดินจริง จากการเดินพิสูจน์พบว่ามี 1 แปลงที่บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าท่าโสมซึ่งออกโฉนดโดยมิชอบ ส่วนโฉนดที่เหลือกำลังสำรวจ คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน ส่วนพื้นที่ที่มีการจับกุมคือนากุ้ง อู่ซ่อมเรือ และปั๊มน้ำมัน ตามกฎหมายต้องมีการรื้อถอนทุบทิ้ง ทั้งนี้ ต้องรอเจ้าของมาแสดงตัว หากไม่มาก็สามารถใช้มาตรา 25 เพื่อรื้อถอนได้ทันที ขณะที่ในส่วนของท่าเทียบเรือ กำลังเร่งพิสูจน์ร่วมกับกรมเจ้าท่าว่าอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนหรือไม่ หากพบว่าอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติก็ต้องรื้อถอน
นายรัชชัยกล่าวต่อว่า การเข้าไปดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าวซึ่งเป็นของตระกูลเจียรวนนท์เป็นการดำเนินการต่อเนื่อง ไม่ได้เลือกปฏิบัติ คนในพื้นที่ดังกล่าวก็รู้กันดีว่าเป็นพื้นที่ของใคร แล้วเรียกติดปากว่าเป็นของบริษัทซีพี แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ พื้นที่ดังกล่าวเป็นของนายจรัญซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ทุกอย่างกรมดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพื้นที่ของตระกูลดังเจียรวนนท์ที่บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าท่าโสมมีทั้งหมด 6 แปลง เป็นชื่อของนายจรัญ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำนวน 1 แปลง โฉนดเลขที่ 16810 เนื้อที่ 4.99 ไร่ และมี น.ส.3 จำนวน 1 แปลง เลขที่ 121/112 เนื้อที่ 2 ไร่ เป็นโฉนดของคุณหญิงเอื้อปราณี เจียรวนนท์ ภรรยานายจรัญ จำนวน 4 แปลง โฉนดเลขที่ 16702, 16703, 16811, 16816 เนื้อที่ 42.87 ไร่ เป็นของนางนุชนารถ เจียรวนนท์ บุตรสาว จำนวน 1 แปลง โฉนดเลขที่ 16701 เนื้อที่ 6.29 ไร่
ด้านนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รองอธิบดี ทช. กล่าวว่า ขณะนี้ตนได้ทำหนังสือถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เพื่อขอให้รับโอนคดีด้านป่าไม้ให้กับพนักงานสอบสวนกลางดำเนินการในคดีที่ ทช.ได้ดำเนินการตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำผิดบุกรุกป่าชายเลนเมื่อวันที่ 28-30 มิถุนายนที่ผ่านมา จำนวน 3 คดี ได้แก่ 1.บุกรุกทำลายป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองจิหลาด หมู่ 4 ต.ไสไทย อ.เมือง จ.กระบี่ เนื้อที่ 33-2-08 ไร่ ผู้ต้องหา 2 คน 2.บุกรุกทำลายป่าสงวนแห่งชาติคลองจิหลาด หมู่ 5 ต.ไสไทย เนื้อที่ 89-0-46 ไร่ ผู้ต้องหา 1 คน และคดีที่ 3 บุกรุกทำลายป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองจิหลาด หมู่ 6 ต.ไสไทย เนื้อที่ 12-2-75 ไร่
รองอธิบดี ทช.กล่าวต่อว่า โดยทั้ง 3 คดีเป็นคดีรายใหญ่ที่ประชาชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ประกอบกับคดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำผิด ทำให้การสอบสวนสืบสวนในพื้นที่ดำเนินการไปได้อย่างไม่สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริงมาลงโทษได้ จึงขอโอนคดีทั้ง 3 คดีดังกล่าวไปยังพนักงานสอบสวนส่วนกลาง
นายศักดิ์ดากล่าวว่า นอกจากนี้ ทช.ได้ทำหนังสือไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ เพื่อดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำผิด เนื่องจากได้ตรวจสอบที่ดินป่าชายเลนที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองจิหลาด ต.ไสไทย พบมีการครอบครองและทำประโยชน์ทำบ่อเลี้ยงกุ้งเนื้อที่ 131-0-26 ไร่ แต่ได้นำโฉนดที่ดิน 2 ฉบับ และ ส.ค.1 จำนวน 1 ฉบับมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีเนื้อที่ทำประโยชน์เกินจากโฉนดที่นำมาแสดง เนื้อที่ 89-0-46 ไร่ อย่างไรก็ตาม บริเวณที่ออกโฉนดที่ดินมีสภาพเป็นป่าสงวนแห่งชาติ แต่มีการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินโดยไม่มีหลักฐานหนังสือแสดงสิทธิครอบครองที่ดินทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวจึงเป็นการทับซ้อนพื้นที่ป่าสงวน ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ดำเนินการออกโฉนดทับซ้อนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จึงเป็นความผิดทางอาญาฐานจัดทำเอกสารหรือกรอกข้อความอันเป็นเท็จ และฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายต่อป่าชายเลนและป่าสงวนแห่งชาติ จึงต้องประสานกับดีเอสไอเพื่อพิจารณาดำเนินการกับเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวต่อไป

