จับแล้ว! อนุทิน เผยโกงคิวรับวัคซีนศูนย์ฉีดฯ บางซื่อ ออกหมายจับ 7 ราย เสียหาย 7 ล้าน

จับแล้ว! อนุทิน เผยโกงคิวรับวัคซีนศูนย์ฉีดฯ บางซื่อ ออกหมายจับ 7 ราย เสียหาย 7 ล้าน ตร.เร่งสอบสวนเพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 27 กันยายน ที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง และผู้อำนวยการศูนย์ฉีดฯ บางซื่อ พล.ต.ต.อำนาจ ไตรพจน์ ผู้บังคับการตำรวจรถไฟ แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาในการทุจริตลงทะเบียนจองคิวรับวัคซีนโควิด-19 ของศูนย์ฉีดฯ บางซื่อ

นายอนุทิน กล่าวว่า ประเด็นการทุจริตในการลงทะเบียนจองคิวรับวัคซีนโควิด-19 เบื้องต้นได้ทำการออกหมายจับทั้งหมด 7 ราย โดยมูลค่าความเสียหายจากสำนวนตำรวจมีมูลค่า 7 ล้านบาท และได้ทำการจับกุมไปแล้วทั้งหมด ขณะนี้กองบังคับการตำรวจรถไฟฯ อยู่ระหว่างสอบปากคำ ทั้งนี้ พบว่าการทุจริตดังกล่าว เกิดจากเจ้าหน้าที่อาสาของเครือข่ายมือถือ โดยหลังจากนี้จะตรวจสอบไปยังบริษัทเครือข่าย หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย และแสดงความรับผิดชอบ

“ขอย้ำว่า วัคซีนเป็นหน้าที่รัฐที่ต้องดูแลประชาชน ประชาชนต้องใจแข็ง ไม่สนับสนุน และไม่ตกเป็นเหยื่อการจ่ายเงินเพื่อลัดคิวฉีดวัคซีน เนื่องจากเป็นการทำผิดกฎหมาย” นายอนุทิน กล่าวและว่า การดูแลทุกอย่างเป็นภาระที่รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบ ขอให้กรณีนี้เป็นบทเรียน หากมีการเรียกร้องผลประโยชน์ หรือค่าใช้จ่ายใดๆ ก็ตามให้พี่น้องประชาชนรีบมาแจ้งกับทางหน่วยงานโดยเร็วที่สุด โดยจะไม่มีการยกเว้นการกระทำผิดใดๆ อย่างแน่นอน

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า จริงๆ แล้วผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ไม่ได้เป็นพนักงานของบริษัทโอเปเรเตอร์ แต่เป็นพนักงานซัพ-คอนเทค หรือเอาท์ซอส แล้วคงจะมองเห็นช่องทางรายได้ และกระทำการจนได้รับผลประโยชน์

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในพื้นที่ที่มีการเกิดน้ำท่วม ทำให้ประชาชาไม่สามารถเดินทางไปรับวัคซีนได้ และทางโรงพยาบาลเองก็ไม่สามารถเลื่อนคิวให้ได้ กรณีนี้มีวิธีแก้อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า หลายๆ โรงพยาบาลเองก็มีการจัดตั้งพื้นที่สำรองในการฉีดวัคซีน และมีแผนสำรองในการฉีดวัคซีนเอาไว้ โดยการจัดการขึ้นอยู่กับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด

ทางด้าน พญ.มิ่งขวัญ กล่าวว่า การดำเนินงานภายในศูนย์จะมีเจ้าหน้าที่จิตอาสา และจากทางการแพทย์ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณจุดฉีดยา ในช่วงที่เปิดให้เป็นการวอล์ก อิน(Walk-in) โดยผู้ที่มาเข้ารับบริการจะเป็นหน้าใหม่ทั้งหมด ทำให้ต้องเปิดระบบผู้เข้าใช้งานให้กับเจ้าหน้าที่อาสาสามารถเข้าสู่ระบบเพื่อกรอกข้อมูลผู้เข้ารับวัคซีน หรือแก้ไขข้อมูลได้ ซึ่งทราบว่าอาจเป็นช่องโหว่ในการทุจริต ที่ผ่านมาก็เคยพบว่าได้มีการเพิ่มชื่อญาติ หรือเพื่อน ทั้งนี้ได้มีการตักเตือน

“แต่ในกรณีนี้ ต่อมาได้ตรวจพบความผิดปกติในหลักร้อย และพันต้นๆ ในช่วงวันที่ 18-27 กรกฏาคม 2564 และพบจำนวนนัดมากกว่าปกติเป็นหลัก 2,000 ปลายๆ ระหว่างวันที่ 28-31 กรกฏาคม ซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายในการให้บริการแบบวอล์คอิน ทั้งนี้ มีจำนวนประชาชนที่ถูกเพิ่มเข้ามากว่า 2,827 ราย โดยพบว่าเป็นการนัดคิวล่วงหน้าเพิ่มมากกว่าปกติในวันที่ 28 กรกฏาคม เราได้ทำการปิดช่องโหว่นี้ โดยการปิดสิทธิผู้ที่สามารถเพิ่มข้อมูล หรือแก้ไขข้อมูล และอนุญาติให้เฉพาะผู้ที่ทำการจองคิวล่วงหน้าที่เรามีข้อมูลเรียบร้อยแล้ว และในส่วนของการนำข้อมูลเข้าระบบจะให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ IT จากกรมการแพทย์ มียูสเซอร์เหลือประมาณ 10 ยูสเซอร์เท่านั้น และสามารถติดตามได้” พญ.มิ่งขวัญ กล่าว

พล.ต.ต.อำนาจ กล่าวว่า หลังจากที่ได้รับแจ้ง จึงให้พนักงานสอบสวน และพบว่าผู้ต้องหากระทำผิดจริง จึงได้ออกหมายจับคุมทั้งหมด 7 คน และสามารถจับกุมได้ทั้งหมดแล้ว ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสอบสวน โดยเบื้องต้นได้ทำการแจ้งข้อหา ร่วมกันเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์ และฉ่อโกง ซึ่งเป็นข้อหาหลักในการดำเนินคดี ซึ่งการกระทำความผิดนี้เป็นการกระทำความผิดด้วยตนเอง ไม่มีหน่วยงานใดมาเกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ วันเดียวกัน ตำรวจได้นำผู้ต้องหาที่เป็นผู้กระทำผิดในศูนย์ฉีดฯ บางซื่อ โดยผู้ต้องหาเป็นสามี-ภรรยากัน มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยผู้ต้องหารับสารภาพว่า กระทำผิดจริง แต่กระทำไปเพียงเพราะอยากช่วย ญาติ และเพื่อนให้ได้รับวัคซีน

ผู้ต้องหาหญิงรายดังกล่าว เปิดเผยว่า เห็นลู่ทางในการช่วยเหลือคน อยากช่วย แต่ช่วยในนามของคนที่รู้จัก คนร่วมงาน คนที่คบค้าสมาคม แต่คนอื่นๆ ที่นอกเหนือจากนี้ได้ทำการขอร้อง

“การที่เอาเพื่อนเรามาฉีดต้องให้เข้าใจว่าเราไม่เคยตัดโควต้าของใคร แค่มันเพิ่มชื่อเข้าไป ไม่มีการตัดโควต้าแน่นอน รับประกันตรงนี้ได้ แต่ยอมรับผิดว่าการกระทำแบบนี้มันผิดตามระบบที่เขาวางไว้ โดยมูลค่าเสียหายนั้นไม่ใช่ 7 ล้านบาท อย่างที่เป็นข่าว แต่เป็น 4 ล้านบาท ซึ่งเริ่มทำงานที่นี่ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม จนถึงวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ลาออกแต่หลังจากที่ลาออกนั้น ได้ทำการเพิ่มชื่อเข้าไปในระบบ ก็ต้องขอโทษจริงๆ แต่อยากให้เข้าใจว่า ไม่เคยไปตัดโควต้าของใคร ซึ่งที่นี่มีวัคซีนพออยู่แล้วค่ะ ที่นี่เป็นศูนย์กระจายวัคซีนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย” ผู้ต้องหาหญิง กล่าว

หลังจากนั้นตำรวจก็ได้ควบคุมตัวออกไปเพื่อทำแผนประกอบคำสารภาพเพิ่มเติม

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เดินหน้าชน : ลิซ่า ปลุกกระแส Soft powerไทย โดย นายด่าน
บทความถัดไปดูแลสุขภาพกายและใจในภาวะวิกฤติ COVID-19 กับ 5 ท่าบริหารฟื้นฟูปอด