กทม.เดินหน้ารื้อ’ชุมชนป้อมมหากาฬ’อีก38หลัง ชาวบ้านร้องนายกฯหยุดทุกรูปแบบ

23.09.16 | 17:24 น.

เมื่อวันที่ 23 กันยายน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) แถลงข่าวแนวทางการพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์บริเวณป้อมมหากาฬ ร่วมกับนายวัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. นายยุทธพันธุ์ มีชัย ผู้ช่วยเลขานุการผูู้ว่าฯกทม. นายภัทรุฒม์ ทรรทรานนท์ รองปลัด กทม. และนายอัครพล รามโกมุท ชาวชุมชนป้อมมหากาฬ

พล.ต.อ.อัศวินแถลงว่า ปัจจุบันเหลือบ้านในชุมชนป้อมอีก 38 หลังที่ยังไม่ได้ย้ายออก แต่ในจำนวนนี้หลายหลังที่พร้อมจะย้ายออก และมีบางบ้านที่อยากย้ายแต่ถูกบางกลุ่มต่อต้านคัดค้าน ซึ่งกลุ่มที่ยังไม่ยินยอมเจรจาและรื้อย้ายมี 7 หลัง อย่างไรก็ตามจะขอความร่วมมือให้ทั้ง 38 หลังที่เหลือรื้อย้ายให้เสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งเบื้องต้นทราบว่า ชุมชนจะดำเนินการรื้อย้ายเอง และ กทม.ให้ความช่วยเหลือในการขนย้ายทรัพย์สินแก่ผู้ประสงค์ไปยังที่อยู่ใหม่ สำหรับพื้นที่ป้อมมหากาฬนั้นจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการใช้ประโยชน์ โดยพัฒนาเป็นสวนสาธารณะ สถานที่พักผ่อน อีกทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์ และสามารถใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมในวันสำคัญต่างๆ ได้

นายวัลลภแถลงว่า กรณีที่ชุมชนยื่นข้อเรียกร้องขอแบ่งปันที่ดิน (Land Sharing) โดยการเช่าที่ดินบริเวณป้อมมหากาฬ ประมาณ 1 ไร่ เพื่ออยู่อาศัยในลักษณะชุมชนในสวนสาธารณะ โดยมีนักวิชาการทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ตลอดจนสถาบันและองค์การเอกชนสนับสนุนและร่วมผลักดันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ประมาณปี 2540 เป็นต้นมา แต่ก็ได้รับการปฏิเสธจากรัฐบาลและ กทม.มาโดยตลอดเช่นกัน ดังนั้นการยื่นข้อเรียกร้องข้างต้นต่อผู้บริหาร กทม.ชุดนี้ก็เป็นข้อเรียกร้องเดิม แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของการปลูกบ้านอยู่อาศัยเท่านั้น ซึ่งในส่วนนี้เห็นว่าหากจะพิจารณารับฟังข้อเสนอของชุมชนอย่างน้อยจะต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงข้อกฎหมาย ซึ่งเปลี่ยนแปลงรูปแบบตามวัตถุประสงค์เดิม จึงควรให้หน่วยงานระดับรัฐบาลเป็นผู้พิจารณา ส่วนการจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบภายในพื้นที่ควรได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการโครงการกรุงรัตนโกสินทร์ก่อน อีกทั้งรูปแบบ “ชุมชนกับสวนสาธารณะ” ตามข้อเสนอของชุมชนนั้นยังไม่ถือเป็นบทสรุปว่า หากยอมตามข้อเสนอของชุมชนแล้วจะก่อให้เกิดผลดีต่อส่วนรวมหรือไม่

“ชุมชนป้อมมหากาฬไม่อาจถือได้ว่าเป็นชุมชนโบราณและหรือมีลักษณะพิเศษเฉพาะของชุมชนดังเช่นชุมชนโบราณอื่นๆ ประชากรภายในชุมชนก็ไม่ใช่ทายาทหรือผู้เกี่ยวข้องกับเจ้าของที่ดินเดิมที่สืบต่อเชื้อสายลงมา การพิจารณาข้อเรียกร้องของชุมชนป้อมมหากาฬจึงต้องเป็นไปด้วยความรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดเป็นตัวอย่างแก่ชุมชนอื่นๆ นอกจากนี้ การให้ชุมชนอาศัยอยู่ในป้อมมหากาฬต่อไป ไม่ว่าจะในรูปแบบการให้เช่าหรือให้อาศัยฟรีจะต้องพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายที่ดิน กฎหมายเกี่ยวกับโบราณสถาน โบราณวัตถุ กฎหมายผังเมือง กฎหมายว่าด้วยเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ และรัฐธรรมนูญด้วย” นายวัลลภกล่าว

นายภัทรุฒม์แถลงถึงการพัฒนาพื้นที่เป็นสวนสาธารณะว่า จะเก็บรักษาต้นไม้ใหญ่ในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการอนุรักษ์บ้านไม้โบราณ 4 หลัง ใช้เป็นพื้นที่เรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ มีการจัดกิจกรรมที่แสดงถึงวิถีการดำเนินชีวิตของคนพื้นที่รัตนโกสินทร์ในอดีต มีการบริหารอย่างยั่งยืน เพื่อการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เกาะรัตนโกสินทร์ในอดีต ตลอดจนค้นคว้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่โดยรอบป้อมมหากาฬและแนวกำแพง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ทั้งนี้ กทม.พร้อมให้ความช่วยเหลือชาวชุมชนในการรื้อถอนรวมทั้งขนย้ายไปยังที่แห่งใหม่ จากนั้นจะดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์ หารือรูปแบบควบคู่กับการอนุรักษ์ป้อมมหากาฬและกำแพงเมืองต่อไป

Advertisement

เวลา 10.00 น.วันเดียวกัน ทางด้านชุมชนป้อมมหากาฬและภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม นักวิชาการ เดินทางไปที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีการยื่นจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี เรื่องขอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการพหุภาคีที่เคยยื่นไปก่อนหน้านี้ โดยมีนายวิสุทธิ์ ฉัตรานุฉัตร ผู้อำนวยการส่วนนิติการเข้าพูดคุย

น.ส.อินทิรา วิทยสมบูรณ์ นักกิจกรรมทางสังคมที่เคลื่อนไหวร่วมกับชุมชนป้อมมหากาฬ เปิดเผยว่า ขณะนี้ ม.ร.ว.ปนัดดา ดิศกุล ได้ลงนามและส่งต่อเรื่องไปยัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีแล้ว

“เท่าที่ทราบขณะนี้ คือ รอคำสั่งการจากรองนายกฯ ส่วนเรื่องที่ กทม.จะเข้ารื้อถอนบ้านเรือนต่อในวันที่ 27-28 กันยายนนี้ ปัจจุบันมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และบางอย่างมีข้อมูลเปลี่ยนไปจากเนื้อหาจดหมายเดิมที่ยื่นไว้ ชุมชน-เครือข่ายจึงดำเนินการยื่นจดหมายร้องเพิ่มเติมเพื่อขอให้หยุดการไล่รื้อในทุกรูปแบบแล้ว” น.ส.อินทิรากล่าว