วงเสวนาโบราณคดีชี้ “ทางเลียบเจ้าพระยา”ทำคุณค่าวัฒนธรรมเสื่อม-ไร้การเชื่อมโยงข้อมูลประวัติศาสตร์กับการออกแบบ

24.09.16 | 17:33 น.

เมื่อวันที่ 24 ก.ย. เวลา 13.00 น. ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) มีการจัดงานเสวนาเรื่อง “ผู้คน ชุมชน เจ้าพระยา ข้อมูลและมุมมองทางวัฒนธรรม” โดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ฯ ร่วมกับคณะโบราณคดี ม.ศิลปากร มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก อาทิ นักศึกษา นักวิชาการ สถาปนิกจิตอาสา ประชาชนทั่วไป รวมถึงชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น ชุมชนบางอ้อ

ผศ. ชวลิต ขาวเขียว คณบดีคณะโบราณคดี ม.ศิลปากร กล่าวว่า ทุกคนคงได้รับข่าวว่าคณะโบราณคดี ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สลจ.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ในโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งทางคณะฯถูกโจมตีว่าไปเข้าร่วมทำไม จึงอยากชี้แจงว่าทางสจล.ติดต่อมาว่าอยากเชิญคณะโบราณคดีให้ศึกษาข้อมูลด้านประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยา เพื่อเป็นฐานข้อมูลใช้ประโยชน์ในการพัฒนาพื้นที่ ครั้งแรกตนตอบไปว่า ไม่เห็นด้วยกับแบบที่ออกมา จะเชิญทำไม ทางสจล. ตอบว่า ขอให้อย่าเอาความคิดอื่นมาครอบงำ เมื่อศึกษาแล้วข้อมูลจะถูกนำไปใช้ประโยชน์จริง อีกทั้งตนมองว่า จุดอ่อนของโครงการฯคือขาดข้อมูลด้านโบราณคดี มานุษยวิทยา ขาดเรื่องราวของผู้คน จึงตัดสินใจเข้าร่วม

“มีโทรศัพท์เข้ามาต่อว่าคณะโบราณคดีเยอะมาก ว่าเข้าร่วมแล้วได้อะไร ที่ผ่านมายังนิ่งอยู่ รอให้รู้ข้อมูลว่าทำอะไรกันอยู่ เมื่อเข้าร่วมแล้วได้เห็นอะไรหลายอย่าง จริงๆไม่เห็นด้วยกับแบบ แต่เห็นว่าโครงการฯขาดข้อมูลพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ หนังสือที่ตอบรับก็เขียนไว้ว่า ถ้าข้อมูลดังกล่าว ไม่ได้เอาไปใช้ประโยชน์ แต่เป็นการศึกษาบังหน้า ทางคณะจะแถลงข่าวขอถอนตัวทันที สิ่งที่คณะทำงานดึงข้อมูลออกมาเป็นเรื่องชุมชน คณะทำงานประกอบด้วยมีอาจารย์ด้านมานุษยวิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ ในใจลึกๆหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงจากข้อมูลที่แท้จริง ตอนนี้มีข้อเท็จและจริงมั่วกันอยู่ สำหรับแลนด์มาร์กที่มีพญานาคโผล่ขึ้นมา ถ้าเป็นแม่น้ำโขง เห็นด้วย แต่เจ้าพระยาไม่มีพญานาค วิธีคิดแบบนี้ขาดรากของความเป็นผู้คน” ผศ. ชวลิตกล่าว

ศาสตราจารย์พิเศษ ศรีศักร วัลลิโภดม นักประวัติศาสตร์ชื่อดัง กล่าวปาฐกถา ว่า การพัฒนาบ้านเมืองของไทยเห็นแต่สถานที่ ไม่มองประวัติศาสตร์ที่มีผู้คน กรุงเทพฯ เห็นแต่สถานที่ ปรับภูมิทัศน์ โดยไม่เห็นคน ชุมชนถูกละเลย งานด้านมานุษยวิทยาและ และโบราณคดีไม่ค่อยได้เกี่ยวข้อง ทั้งที่เป็นการศึกษาที่ทำให้เห็นชีวิตและวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไป

“การพัฒนาบ้านเมืองต้องคำนึงถึงคน ซึ่งไม่ได้อยู่แบบเดรัจฉาน แต่อยู่แบบโคตรตระกูล การรื้อบ้าน ทำได้ แต่ที่ผิดคือ รื้อชุมชน ไม่เช่นนั้นอาจเป็นการลบกรุงรัตนโกสินทร์ คำว่าพื้นที่เจ้าพระยา ต้องเข้าใจว่า ภาพรวมหมายถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา ส่วนภาพที่แคบลงมาคือลำน้ำเจ้าพระยาสองฝั่ง อัตลักษณ์คือคลองทุกคลองมุ่งหาแม่น้ำเจ้าพระยา มีการตั้งถิ่นฐาน การกระจายน้ำ ไม่ให้น้ำท่วม กรุงเทพฯ เป็นเมืองน้ำ รับน้ำตลอดเวลา แต่ชาวบ้านรู้ว่ามาแล้วก็ไป ฤดูน้ำท่วม เป็นงานนักขัตฤกษ์ เขาสนุกสนาน ไม่ได้เดือดร้อน สัตว์สัญลักษณ์ของแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มีการออกแบบเป็นพญานาคในแลนด์มาร์ก ถามว่าไปขโมยมาจากแม่น้ำโขงหรืออินเดีย เพราะจริงๆแล้ว สัญลักษณ์ของแม่น้ำเจ้าพระยา คือจระเข้ มีท้าวพันตา พญาพันวัง ล่องไปกัดกับชาละวันแถวพิจิตร” ศาสตราจารย์พิเศษศรีศักรกล่าว

Advertisement

ศาสตร์พิเศษศรีศักร ปิดท้ายด้วยการอ่านโคลง นิราศนรินทร์ ซึ่งบ่งบอกว่า พระบรมธาตุเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่วิมานพระอินทร์ และกล่าวว่า การรื้อวัด รื้อชุมชน คือการทำลายความเป็นมนุษย์ กลายเป็นกรุงเทพใหม่ ที่คนกรุงเทพตายหมด การสร้างอะไรต้องรักษารากของเราที่เป็นสังคมชาวสวน และสังคมแม่น้ำลำคลอง
หลังจากนั้น เป็นการฉายคลิปวีดีโอของ นาย ภราเดช พยัฆวิเชียร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ หนึ่งในกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า ซึ่งกล่าวว่า ตนไม่แน่ใจว่าโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มีการศึกษาในด้านต่างๆ มีการบูรณาการ และมีข้อเสนอแนะในบริบทก่อนจะทำแผนแม่บททางกายภาพหรือไม่ อีกทั้งกระบวนการสรุปเป็นผังแม่บททางกายภาพรวดเร็วเกินไปหรือไม่ เนื่องจากเวลาศึกษาแค่ 7 เดือน เป็นไปได้ยาก หรือหากทำได้ก็ไม่ครบถ้วน อีกทั้งการสอบถามความคิดเห็นซึ่งสจล.ระบุว่าลงพื้นที่ 400 ครั้ง ก็แตกต่างจากการมีส่วนร่วม

ต่อจากนั้น เข้าสู่การนำเสนอผลการศึกษาด้านโบราณคดีและมานุษยวิทยาเนื่องในโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นครั้งแรก

ทางเลียบเจ้าพระยา

ผศ.ดร.กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ อาจารย์ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี กล่าวว่า ขอแสดงจุดยืนว่าไม่เห็นด้วยกับการทำทางเลียบเจ้าพระยาซึ่งตัดขาดวิถีชีวิตผู้คน ตนได้รับเชิญให้ทำงานแค่ราว 2 เดือนกว่ามานี้เอง แต่ก็พยายามทำงานให้ได้มากที่สุด ซึ่งคงไม่ใช่เป็นสูตรสำเร็จหรือเสร็จสิ้น สิ่งที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการ คือพื้นที่ตั้งแต่สะพานพระราม 7 ถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า รวม 14 กม. ซึ่งมีการศึกษาโดยใช้แผนที่ หนังสือเก่า เอกสารการวิจัย และภาพถ่ายดาวเทียม มีการศึกษาสิ่งแวดล้อมโบราณ และเส้นทางน้ำ ลำคลองต่างๆ รวมถึงการพูดคุยกับชุมชน เชื่อมโยงตั้งแต่อดีตอันไกลโพ้นมาถึงปัจจุบัน ถ้าไม่เข้าใจอดีต ตัดขาดรากของตัวเองด้วยความไม่เข้าใจ

นางสาวศศิธร ศิลป์วุฒยา อาจารย์ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร กล่าวว่า ตนลงพื้นที่เก็บข้อมูลในชุมชน ทำให้เห็นร่องรอยประวัติศาสตร์ชุมชนริมเจ้าพระยาโดยเลือกชุมชนมิตตคาม และชุมชนสามเสน ซึ่งพื้นที่เชื่อมโยงกันทั้งแม่น้ำ ได้สัมภาษณ์คนในชุมชน ลงพื้นที่สังเกตการณ์ ดูข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัย พบว่ามีความกลมกลืนของชาวโปรตุเกสและเขมร ที่น่าสนใจคือคนรุ่นเก่ายังเรียกญาติพี่น้องเป็นภาษาโปรตุเกส แสดงว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมยังมีอยู่ นอกจากนี้ยังติดต่อกับชุมชนญวนที่เข้ามาในช่วงรชกาลที่ 3 ส่วนชุมขนสามเสน เป็นท่าเรือขนาดใหญ่ คลองสามเสนเชื่อระหว่างแม่น้ำ และชุมชนจนเกิดตลาด เป็นแหล่งค้าปลีกสำคัญ ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกจากการพัฒนาเขื่อนริมน้ำ ทำให้อาชีพเปลี่ยน คนจำนวนหนึ่งจึงต้องย้ายออก

นายวโรภาส วงศ์จตุภัทร นักภูมิสถาปนิก กองโบราณคดี กรมศิลปากร กล่าวว่า ทีมงานสจล.บางส่วนเห็นความสำคัญเรื่องวัฒนธรรม จึงพยายามติดต่อกรมศิลป์ ให้เข้าไปกำหนดแนวทางเชิงอนุรักษ์ โดยตนเป็นผู้แทนเข้าร่วมในกรรมการชุดออกแบบและภูมิสภาปัตย์ ซึ่งหากยึดตามความหมายในพรบ. ทุกตารางเมตรของโครงการเป็นโบราณสถานทั้งสิ้น ชุมชนก็เป็นชุมชนตั้งแต่สมัยอยุธยา เป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญสูงสุดของชาติ โดยมีโบราณสถานขึ้นทะเบียนประมาณ 20 แห่ง และที่เตรียมขึ้นทะเบียนอีกว่า 20 แห่ง การดำเนินการใดๆต้องอยู่ภายใต้พรบ.โบราณสถาน

“เท่าที่ชมการนำเสนอข้อมูลพบว่ามีรายละเอียดจากการศึกษาเยอะจริง โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ โบราณคดี แต่แบบที่ออกมา ไม่ได้นำข้อมูลไปใช้ มองไม่เห็นความต่อเนื่องเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลกับแบบที่ทำ ดูเป็นการตั้งธงว่าจะทำทางเลียบ จึงผิดมาตั้งแต่ต้น ซึ่งเกิดคำถามเยอะว่าจำเป็นหรือ ทีโออาร์สุดท้าย ก็ยังไม่ทิ้งเส้นทาง แต่ลดเป็นจักรยานและทางเท้า ไม่ทราบว่าทำไมต้องระบุ สุดท้ายคิดว่าคุณค่าด้านวัฒนธรรมจะเสื่อมลง ภาวนาอย่าให้เกิด ถ้าเกิดก็ต้องรับสภาพไป” นายวโรภาสกล่าว

14463229_10154546096237733_2356867675972989302_n