จากเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดและยิงถล่ม รถปิกอัพของตำรวจ สภ.กรงปินัง จ.ยะลา จนพังยับทั้งคัน เป็นเหตุให้ข้าราชการตำรวจสภ.กรงปินัง ที่ออกปฏิบัติหน้าที่ ปิดล้อมจับกุมขบวนการค้ายาเสพติด เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ 3 นาย คือ ส.ต.ท.ณัฐพงศ์ ชาติดำ หรือ ปลั๊ก ผบ.หมู่(ป.)สภ.กรงปินัง จว.ยะลา ส.ต.ต.สุริยา หนูนิ่ม หรือหนึ่ง ผบ.หมู่(ป.)สภ.กรงปินัง จว.ยะลา และส.ต.ต.อรรถพล เหลือเทพ หรือ แบงค์ ผบ.หมู่(นปพ.)สภ.กรงปินัง จว.ยะลา และยังมีตำรวจได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน ที่ผ่านมานั้น
ในโลกโซเชียล มีการแชร์ข้อความและภาพ เกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ที่เพื่อนตำรวจนายหนึ่ง โพสต์ภาพและข้อความสะท้อนความในใจของเพื่อนตำรวจที่ร่วมปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กับตำรวจผู้ล่วงลับทั้ง 3นาย ซึ่งเป็นข้อความบอกเล่าเรื่องราว ความคิด ความรู้สึกของตำรวจที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างน่าสะเทือนใจ โดยมีผู้ส่งต่อข้อความและแสดงความคิดเห็น ให้กำลังใจตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จำนวนมาก

ตำรวจซึ่งปฏิบัติงานในพื้นที่ จ.ยะลา ผู้นี้ โพสต์ภาพ และข้อความว่า
“จำแทบจำไม่ได้ว่าในชีวิตราชการที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่นี่ ผมเห็นภาพเหล่านี้มามากแค่ไหน…วันนี้ผมเห็นภาพครอบครัวพี่น้องของตำรวจ สภ.กรงปินังเรา ภาพภรรยาและลูกของน้องปลั๊ก ส.ต.ท.ณัฐพงศ์ ชาติดำ (น้องเมย์ แฟนน้องปลั๊ก และลูกชายตัวน้อย) บอกตรงๆว่า หัวใจมันตีบตัน ก้อนๆแข็งๆมาจุกอก น้ำตามันพาลที่จะเอ่ออยู่ตลอดเวลา
มันเป็นภาพที่ไม่อยากเห็น ไม่อยากดู ไม่อยากรับรู้ แต่ผมก็อยากให้สังคมได้รับรู้ “สภาพความเป็นจริงที่เจ็บปวด” ของอีกซอกหลืบเล็กๆ จากปลายด้ามขวานบ้าง อยากจะให้ภาพนี้สะท้อนไปให้กระตุก “หัวใจอันโหดร้าย” ของกลุ่มผู้ก่อความรุนแรงและผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหลาย ที่ยังดูดายต่อความเจ็บปวดหัวใจจากการล้มตายของเหล่านักรบพี่น้อง ตำรวจกล้าที่ชายแดนใต้ บ้าง
10 กว่าปีมานี้ “ความเจ็บปวด” จากการสูญเสีย เลือดเนื้อ และชีวิตของผู้คนยังไม่จางหาย แถมไฟใต้ยังคงลุกโชนและไร้วี่แววที่จะมอดดับและก็ไร้คำตอบ หรือ ความหวัง ที่จะมี “ฝัน” ที่ปลายอุโมงค์ ความเจ็บปวด ความหวาดระแวงในชีวิต ความเป็นอยู่ยังคงอยู่ในทุกตัวคน ณ ชายแดนปลายด้ามขวาน ชีวิตแล้ว…ชีวิตเล่าที่ต้องดับสูญไปอย่างไม่มีวันกลับ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมือง หรือ ประชาชนคนเดินดิน ชีวิตที่ทิ้งไว้หลังความความตายของผู้คน คงทิ้งเอาความ “เจ็บปวด” อย่างแสนสาหัสไว้ให้แก่…ลูกแก้ว และเมียขวัญ ชีวิตหลังความตายของพวกเขา “ดวงวิญญาณ” ของพวกเขาจะไปสู่ภพภูมิ อีกภพภูมิ..ที่ไม่มีใครรู้ว่า “ดวงวิญญาณ” ของพวกเขาจะไปตก ณ ที่แห่งใด (ขึ้นอยู่กับ “กรรม” หรือ “การกระทำ” ของพวกเขา ขณะที่ยังมีชีวิต)
หากแต่..สิ่งที่เราเห็น(ตำตา)อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน คือ ความยากลำบากของครอบครัว พ่อ-แม่ ลูก-เมีย จะลำบากยากเย็นเช่นไร? ที่ขาดเสาหลัก ที่ขาดที่พึ่งทางใจ ที่เป็นอะไรหลายๆ อย่างในคราวเดียวกัน เป็นลูก ของพ่อ-แม่ เป็น สามีของ “เมียขวัญ” เป็น “พ่อ” ของ “ลูกแก้ว” โดยเฉพาะ…“จิตใจ” ที่เปราะบางของลูกน้อย จะรู้สึกเช่นไรที่ต้องขาด พ่อ ทุกคนที่อยู่ในงาน รวมถึงผมและพี่น้องตำรวจทั้งหลายที่ร่วมงานต้องมีอาการ “ก้อนแข็งๆ” มาจุกบริเวณคอหอย ยังอดที่จะเสียน้ำตาไม่ได้ หลายคนอดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตา เมื่อเห็นภาพของเด็กน้อยและแม่ พ่อและแม่ของตำรวจอีก 2 นาย ที่นั่งมองการรดน้ำศพของพ่อ ของสามี ของลูกชาย ด้วยน้ำตานองหน้า นั่งมองทุกคนปฏิบัติต่อพ่อ ต่อสามี ต่อลูกชาย จนกระทั่ง พวกเรานำร่างของพ่อ ของสามี ของลูกชายลงบรรจุโลง พร้อมคลุมธงชาติ ก่อนที่จะนำร่างกลับคืนสู่ภูมิลำเนา ณ จังหวัดสงขลา และจังหวัดพัทลุง
ผมอยากจะบอกว่า ตำรวจผู้กล้าทั้ง 3 นาย เสียสละแบกภาระหน้าที่ของชาติไว้ เพื่อแผ่นดินนี้คงอยู่ ยอมแม้กระทั่ง เอาชีวิตเข้าแลกกับความตาย เพื่อสร้างความสงบสุขในพื้นที่ ขจัดภัยยาเสพติดให้หมดจากแผ่นดินนี้ บางคนมาโดยที่ไม่มีคนทางบ้านรับรู้ว่ามาทำหน้าที่ในพื้นที่สีแดงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะว่ากลัวทางบ้านจะเป็นห่วง กลัวว่าแม่จะร้องไห้ กลัวว่าพ่อจะไม่มีใครดูแล กลัวว่าเมียและลูกจะอยู่อย่างไร ถ้าในวันหนึ่งไม่มีเขา…“ เห็นไหมครับ ว่า พวกเขา ยอมแม้กระทั่ง ทิ้งทุกอย่าง เพื่อรักษาผืนแผ่นดินไว้ให้เรา…คนไทย
ข้อความจากโพสต์ของตำรวจนายดังกล่าว
ขอบคุณภาพและข้อความจากเฟซบุ๊กของข้าราชการตำรวจ ใน จ.ยะลา

