บทความต่อไปนี้ส่วนหนึ่งผมถอดความมาจากเอกสารข้อเท็จจริงเกี่ยวกับไมโครเซฟาลี (Microcephaly) หรือภาวะศีรษะเล็ก เอกสารขององค์การอนามัยโลก (WHO:Microcephaly 2 March 2016 Fact sheet Updated 2 March 2016) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2559 ผนวกกับองค์ความรู้จากแหล่งอื่นๆ ที่ผมเก็บรวบรวมเอาไว้
“ไมโครเซฟาลี (ศีรษะเล็ก)” คือความผิดปกติตั้งแต่แรกเกิดของทารกที่หมายถึงการที่ทารกมีศีรษะเล็กกว่าปกติเมื่อเปรียบเทียบกับทารกคนอื่นๆ ทั้งเพศหญิงและเพศชายที่คลอดเมื่ออายุครรภ์เท่าๆ กัน ร่วมกับมีการเจริญเติบโตของสมองที่แย่กว่าคนอื่นๆ
ทารกที่คลอดออกมาอาจเจริญเติบโตต่อไปเป็นเด็กที่มีความพิการ มีความผิดปกติต่างๆ มีความรุนแรงผันแปรได้ตั้งแต่มีความผิดปกติอ่อนๆ จนถึงรุนแรงมากก็ได้
“ไมโครเซฟาลี” เป็นความผิดปกติที่พบได้น้อย อุบัติการณ์ของ “ไมโครเซฟาลี” จึงคาดประมาณได้ยาก เพราะมีความแตกต่างกันอย่างกว้างขวาง ขึ้นอยู่กับคำจำกัดความและกลุ่มประชากรเป้าหมาย
แม้ว่ายังไม่ได้พิสูจน์ขั้นสุดท้ายอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม นักวิจัยยังทำการศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อหาศักยภาพของความเชื่อมโยงเกี่ยวกัน ระหว่างการปรากฏของผู้ป่วยที่มีภาวะ “ไมโครเซฟาลี” กับภาวะ “ติดเชื้อไวรัสซิกา” โดยเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2558 ประเทศบราซิลรายงานว่ามีผู้ป่วยมีไข้ออกผื่นในรัฐทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
บราซิลพบผู้ป่วยสงสัยไข้ซิกาประปรายมาตั้งแต่ปี 2556-2557 แล้ว แต่ได้รายงานผู้ป่วยชันสูตรยืนยันไปยังองค์การอนามัยโลกเมื่อกลางเดือนตุลาคม 2558
ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2557 ก่อนรายงานไปยังองค์การอนามัยโลก บราซิลเริ่มพบอุบัติการณ์ “ไมโครเซฟาลี” แล้ว และในต้นปี 2559 ก็มีรายงานผู้ป่วยเด็กที่สงสัยว่าจะมีปัญหา “ไมโครเซฟาลี” หรือมีปัญหาทางระบบประสาทแล้วรวม 6,480 ราย
เมื่อก่อนปีหนึ่งๆ อย่างมากในบราซิลจะเจอ “ไมโครเซฟาลี” ไม่ถึง 200 คน แต่นี่เพียงปีเดียวเพิ่มพรวดพราดสูงขึ้นกว่า 30 เท่าตัว โดยวันที่ 30 มีนาคม 2559 กระทรวงสาธารณสุขบราซิลยืนยันว่ามีทารกพิการศีรษะเล็กแต่กำเนิดทั่วประเทศ ที่ได้รับการพิสูจน์ยืนยันแล้วถึงวันนี้ 944 ราย และกำลังดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมอีก 4,291 ราย
สำหรับการวินิจฉัย อาจให้การวินิจฉัยได้ตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์ โดยการทำอัลตร้าซาวด์ โอกาสจะเห็นความผิดปกติได้ก็เมื่อปลายการตั้งครรภ์ อายุครรภ์ปลายไตรมาสที่ 2 หรือประมาณอายุครรภ์สัปดาห์ที่ 28 และกำลังจะเข้าสู่อายุครรภ์ไตรมาสที่ 3 การวินิจฉัยจะทำได้แม่นยำกว่าในทารกแรกคลอดมาแล้ว หรือขณะอายุมากขึ้น ทารกมีพัฒนาการมากขึ้น การวัดรอบวงศีรษะภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอดแล้วนำไปเปรียบเทียบกับตารางเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก
การแปลผลจะต้องคำนึงถึงปัจจัยที่สำคัญคือ อายุครรภ์ที่คลอด น้ำหนักและส่วนสูงของทารกในรายที่เข้าข่ายสงสัย ควรได้รับการทบทวนตรวจสอบจากกุมารแพทย์ ทารกต้องได้รับการ “สแกนสมอง” ได้รับการวัดเส้นรอบศีรษะเป็นระยะๆ ทุก 1 เดือนในช่วงที่ทารกอายุยังน้อยแล้วนำไปเทียบกับตารางมาตรฐาน แพทย์จะต้องทำการทดสอบหาเหตุอื่นๆ ที่อาจก่อ “ไมโครเซฟาลี” ด้วย เพื่อตัดเหตุอื่นออกไป (เช่น เหตุทางพันธุกรรม เหตุจากการติดเชื้ออีกหลายชนิดด้วย)
สาเหตุของ “ไมโครเซฟาลี” ยังมีเหตุอีกมากมายหลายประการที่อาจมีศักยภาพก่อ “ไมโครเซฟาลี” ได้ แต่ก็มีอีกหลายเหตุที่ยังไม่เป็นที่ทราบกันอยู่อีกเหมือนกัน เหตุที่ทราบกันดีอยู่แล้วได้แก่ ภาวะติดเชื้อของทารกในมดลูก ท็อกโวพลาสโมสิส (โรคขี้แมว อาจพบเชื้อปรสิตก่อโรคขี้แมวในเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ) โรคหัดเยอรมันหรือรูเบลล่า ไวรัสเริม (ไวรัสเฮอร์ปีส) เชื้อซิฟิลิส ไวรัสซัยโตเมกะโลไวรัส และไวรัสเอชไอวี การได้สัมผัสกับสารพิษสารเคมี มารดาสัมผัสกับสารโลหะหนัก เช่น สารหนู และสารปรอท (อาร์เซนิคและเมอร์คิวรี) แอลกอฮอล์ (มารดาขี้เมาระหว่างมีครรภ์) รังสีต่างๆ และการสูบบุหรี่ ภาวะทางด้านพันธุกรรม การขาดสารอาหารอย่างรุนแรงขณะมีอายุครรภ์น้อย
ทารกที่เกิดมามี “ไมโครเซฟาลี” อาจไม่แสดงอาการผิดปกติอะไรเลยในตอนแรกเกิด แต่จะมีอาการชักกระตุกเป็นการต่อเนื่อง มีซีรีบัล พัลซี (อาการอัมพาตจากสมองผิดปกติ) มีความผิดปกติในการเรียนรู้ หูหนวก และมีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น มีบางรายเด็กที่มีภาวะ “ไมโครเซฟาลี” อาจจะเติบโตต่อไปได้ตามปกติ
อัตราอุบัติการณ์เกิด “ไมโครเซฟาลี” ตัวเลขในขณะนี้คิดได้มีความผันแปรกว้างขวางมากคือตั้งแต่ 1% ถึง 30% เมื่อผู้ป่วยมีจำนวนมากขึ้น การวิเคราะห์ในระยะหลัง อัตรานี้ก็จะเปลี่ยนไป
กระทรวงสาธารณสุขไทยเปิดเผยเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2559 ว่ากำลังติดตามหญิงมีครรภ์ที่ติดเชื้อไวรัสซิกาประมาณ 30 ราย ถ้ายึดเอาตัวเลขนี้เป็นเกณฑ์ ก็เป็นที่คาดเดาได้ว่าในวันข้างหน้าประเทศไทยมีโอกาสจะได้รายงานผู้ป่วย “ไมโครเซฟาลี” ในทารกแรกเกิดจำนวนมากที่สุดไม่เกิน 9 คน และไม่น้อยกว่า 3 คน
สำหรับการรักษานั้น ณ ปัจจุบันไม่มีวิธีการรักษาโดยเฉพาะสำหรับทารกและเด็กที่มีภาวะ “ไมโครเซฟาลี” ในการประเมินและรักษาเด็ก “ไมโครเซฟาลี” ที่สำคัญก็คือ ให้มีคณะแพทย์หลายสาขาวิชาเข้ามาร่วมมือกัน การดำเนินการดูแลบริบาลตั้งแต่ระยะแรกๆ ด้วยการกระตุ้นอาจมีผลที่สำคัญต่อการพัฒนาการเติบโต การให้คำปรึกษาหารือและเกื้อหนุนให้แก่ครอบครัวให้แก่พ่อแม่เด็กย่อมมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด
อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกกำลังดำเนินการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิดกับประเทศที่ได้รับผลกระทบในทวีปอเมริกาในการสอบค้นของการระบาดมาตั้งแต่กลางปี 2558 แล้ว โดยได้วางกรอบยุทธศาสตร์ในการโต้ตอบสนองและมีแผนการดำเนินการร่วมอยู่ด้วย สื่อสารกับประชาชนในชุมชนที่มีโรคระบาดให้รู้จักวิธีป้องกันตัวเอง
ดำเนินการจัดให้มีแนวทางในการดำเนินการหรือไกด์ไลน์สำหรับการดำเนินการให้คำแนะนำสำหรับหญิงวัยเจริญพันธุ์ หญิงมีครรภ์ถึงศักยภาพของผลกระทบต่างๆ ของภาวะติดเชื้อไวรัสซิกาให้แก่ครอบครัว ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศต่างๆ ที่กำลังได้รับผลกระทบให้เพิ่มความเข้มแข็งในการดูแลหญิงมีครรภ์และครอบครัวของเด็กที่คลอดออกมามี “ไมโครเซฟาลี”
ดำเนินการสอบค้นการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วย “ไมโครเซฟาลี” และความเชื่อมโยงเกี่ยวพันของภาวะติดเชื้อไวรัสซิกา โดยการนำเอาผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ และผู้เกี่ยวข้องมาปรึกษาหารือร่วมกันด้วย
ปัญหาของประเทศไทยคือ ยังไม่มีหน่วยงานใดที่ตั้งใจศึกษาเรื่อง “ไมโครเซฟาลี” อย่างจริงจัง และน่าเห็นใจอนาคตผู้ที่จะต้องรับภาระเลี้ยงดูทารกเด็กพิการเหล่านั้น น่าสงสารอนาคตประเทศไทยครับ

