“เตือนใจ” ติงกทม.อย่าใช้สงครามจิตวิทยา ชี้ ไม่ใช่เรื่องเอาชนะคะคาน เตรียมนำเรื่อง”ป้อมมหากาฬ” เข้าที่ประชุมกสม. 30 ก.ย.นี้

28.09.16 | 12:55 น.
คนกลาง- นางเตือนใจ ดีเทศน์ กสม.

คืบหน้ากรณีไล่รื้อชุมชนป้อมมหากาฬ กรุงเทพฯ ซึ่งยืดเยื้อมานาน 24 ปี โดยมีการรื้อชุมชนบางส่วนไปแล้วเมื่อวันที่ 3-4 กันยายนที่ผ่านมา โดยรื้อบ้านไปทั้งสิ้น 16 หลัง ยังคงเหลืออีกราว 40 หลังนั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 28 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ กทม.ได้เดินทางมาถึงบริเวณชุมชนตั้งแต่เช้า โดยเริ่มรวมตัวตั้งแต่บริเวณสวนสาธารณะข้างชุมชนป้อมมหากาฬ ริมคลองโอ่งอ่าง ในเวลาราว 09.00 น.

ต่อมาเวลาประมาณ 10.00 น. มีการประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงของชุมชนว่า ขอให้ กทม.รักษาคำพูดที่ให้ข้อตกลงไว้ร่วมกันในวันที่ 3 กันยายน และยืนยันว่าจะไม่ยอมให้มีการรื้อถอนบ้านอีก หลังจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ละเมิดข้อตกลงไปแล้ว ที่รื้อบ้านเกิน 12 หลัง โดยรื้อไปถึง 16 หลัง

เวลา 11.50 น. นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชน แถลงข่าวที่ลานกลางชุมชนป้อมมหากาฬ ติง กทม.อย่าใช้สงครามจิตวิทยา แนะแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษชน เผยผลการตรวจสอบกรณีชุมชนป้อมมหากฬ พบว่าในยุคนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่า กทม. เคยร่วมกับ ม.ศิลปากร ศึกษาเรือนไม้ในชุมชนโดยในวันศุกร์ที่ 30 กันยายนนี้ ตนจะนำประเด็นเรื่องชุมชนป้อมมหากาฬเข้าในที่ประชุมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ด้วย

“ในยุคนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่ากทม. ได้จัดการวิจัยโดยมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งมีผลสรุปว่า พื้นที่นี้ ควรทำหน้าที่เป็นศูนย์เรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีชีวิตยุครัตนโกสินทร์ โดยมีบ้านไม้โบราณที่มีคุณค่า มีชุมชนที่มีภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมา เช่น ตระกูลของประธานชุมชนก็สืบทอดมาหกรุ่น เป็นบ้านทำเครื่องดนตรีไทย องค์ประกอบที่จะทำให้การวิจัยนี้ประสบความสำเร็จ มี 2 เรื่อง 1. ความเข้มแข็งของชุมชนเอง สามารถรวมกลุ่มเคลื่อนไหวต่อเนื่อง พยายามทำให้ชุมชนเป็นพิพิธภ มีชีวิต 2. ความกล้าหาญของผู้บริหาร กทม. ซึ่งจากการประชุมครั้งล่าสุดที่กสม. เมื่อเดือนสิงหาคม ซึ่งมีทั้งนักวิชาการด้านกฎหมายมหาชน กรมศิลป์ นักวิชาการด้านโบราณคดี ด้านผังเมือง มีข้อเสนอที่ตรงกันว่า ผู้บริหารกทม.ควรกำหนด นโยบายด้วยความกล้าหาญ โดยเสนอให้เป็นการออกข้อบัญญัติขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นของกทม.เองที่จะทำให้ชุชนป้อมมหากาฬกลายเป็น ส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต เป็นอุทยานประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์ได้อย่างดีที่สุด ข่าวล่าสุดบอกว่ากรุงเทพฯ ได้รับการโหวตให้เป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยวที่สุด ซึ่งเมืองที่น่าท่องเที่ยวต้องมีชุมชน” นางเตือนใจกล่าว

Advertisement

นางเตือนใจ ยังกล่าวอีกว่า ความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของชุมชนกว่า 20 ปี ไม่ได้เป็นข้อขัดแย้งที่จะเอาชนะคะคานกัน ระหว่างผู้บริหารของกทม. กับชาวชุมชน แต่เป็นแนวทางที่ต้องสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งรัฐธรรมนูญทุกฉบับของไทย กำหนดไว้

“อยากให้กทม. โดยเฉพาะนางผุสดี ตามไท รักษาการผู้ว่ากทม. และพลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง นำข้อตกลงในการเจรจาเมื่อวันที่ 3 ก.ย. มาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม แทนที่จะใช้สงครามจิตวิทยา โดยนำกำลังเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบมาทำให้ชาวบ้านเสียขวัญ ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่สร้างสรรค์ในยุคที่โลกให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน และสิทธิชุมชนอย่างยิ่ง

ในส่วนการที่กทม. มีแผนรื้อทั้งหมดภายในปลายปีนี้ กสม. กำลังร่างรายงานการนำเสนอสิ่งที่ชาวชุมชนให้กสม.เป็นคนกลาง เบื้องต้น ควรต้องมีคณะกรรมการพหุภาคีเกิดขึ้นก่อน ส่วนการจะดำเนินการอย่างไร ก็ให้เป็นไปตามงานวิจัยสมัยนายอภิรักษ์ เป็นผู้ว่ากทม. และคณะกรรมการพหุภาคี ซึ่งควรเกิดขึ้นโดยเร็ว  โดยมีการทำจดหมายเปิดผนึกถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้ว ขอให้ท่านกรุณาพิจารณาตั้งคณะกรรมการพหุภาคี เพื่อให้ชุมชนเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่สร้างสรรค์ เคารพสิทธิชุมชนให้มากที่สุด” นางเตือนใจกล่าว

เตือนใจ2