เปิดสถิติดัก ‘หนู’ ศาลาว่าการ กทม. เสาชิงช้า จับได้ 242 ตัว สำนักอนามัยชี้ มีปัจจัยเหมาะต่อการแพร่พันธุ์
วันที่ 31 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พญ.ป่านฤดี มโนมัยพิบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ทำหนังสือรายงานต่อผู้อำนวยการสำนักงานเลขานุการปลัดกรุงเทพมหานคร ถึงผลการดำเนินงานป้องกันควบคุมหนูพาหะนำโรคในศาลาการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า
โดยระบุว่า ตามที่สำนักอนามัยโดยกองควบคุมโรคติดต่อได้ดำเนินงานป้องกันควบคุมหนูพาหะนำโรคในศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2559 ถึงปีงบประมาณ 2564 โดยใช้วิธีการดักแบบกรงและถาดกาว
สรุปผลดำเนินงานได้ดังนี้ ปีงบประมาณ 2559 จำนวนหนูที่ดักได้ 217 ตัว ปีงบประมาณ 2560 ดักได้ 202 ตัว ปีงบประมาณ 2561 ดักได้ 182 ตัว ปีงบประมาณ 2562 ดักได้ 356 ตัว ปีงบประมาณ 2563 ดักได้ 364 ตัว ปีงบประมาณ 2564 ดักได้ 242 ตัว
โดยปีงบประมาณ 2564 พบว่าจำนวนหนูที่ดักได้เริ่มลดลง แต่ยังคงมีจำนวนมากโดยพบมากที่สุด คือ ชั้น 1 และชั้นใต้ดิน รองลงมาเป็นชั้น 4 ชั้น 3 ชั้น 2 และชั้น 5 ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าภายในศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า ยังคงมีปัจจัยที่เหมาะสมต่อการแพร่พันธุ์ของหนู ดังนี้
1.มีที่พักอาศัยทำรังของหนูหลายแห่ง เนื่องจากหนูที่ดักได้เป็นหนูที่ชอบอาศัยอยู่ตามฝ้าเพดานของอาคารหรือบ้านเรือนหรืออุปกรณีที่เก็บไว้เพื่อรองจำหน่วยแต่ขาดการจัดเก็บแบบรัดกุม เช่น เก็บไว้ในที่เปิด ทำให้หนูเข้าออกได้สะดวก
2.มีแหล่งอาหารจำนวนหลายแห่ง ทำให้หนูมีความสมบูรณ์และแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว เช่น การซื้ออาหารเข้ามารับประทานในสำนักงาน
และ 3.สภาพแวดล้อมภายในที่ทำงานเอื้อต่อการเป็นที่อยู่อาศัยของหนู เช่น สิ่งของที่ตั้งวางโดยไม่มีการเคลื่อนย้าย
อนึ่ง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า เป็นอาคารที่ก่อสร้างมานาน ฐานรากหรือช่องทางร้อยสายไฟ อาจเอื้อต่อการเข้ามาสู่ภายในอาคารได้ การป้องกันการเพิ่มจำนวนประชากรของหนูจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากบุคลากรทุกท่านของกรุงเทพมหานคร ในการปฎิบัติดังนี้
1.ดูแลความสะอาดภายในสถานที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอ เช่น โต๊ะ ลิ้นชัก 2.เมื่อมีการนำอาหารมาบริโภคภายในสถานที่ทำงานควรจัดเก็บทำความสะอาดและทิ้งเศษอาหารเป็นประจำทุกวัน
3.ไม่ควรประกอบอาหารภายในสถานที่ทำงาน เพราะกลิ่นที่เกิดจากการประกอบอาหารจะดึงดูดหนูให้ออกมาหาแหล่งอาหารที่ได้กลิ่น ซึ่งโดยปกติหนูจะออกหาอาหารในเวลากลางคืน
4.ปิดช่องทางต่างๆ ที่หนูใช้เป็นทางเข้าออก เช่น ช่องร้อยสายไฟที่มีรูขนาดใหญ่ทำให้หนูรอดได้ และสามารถเดินไปตามห้องต่างๆ ได้
5.ทุกพื้นที่และทุกห้องควรมีเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในการสำรวจทางเดินของหนูอย่างต่อเนื่อง และสร้างแนวป้องกันด้วยตัวเองได้ เช่น การวางกรง หรือวางถาดกาว โดยสามารถรับการสนับสนุนความรู้เพื่อจัดการในพื้นที่ รวมทั้งกรงและถาดกาวจากกองควบคุมโรคติดต่อ สำนักอนามัยได้
ทั้งนี้ การบริหารจัดการเรื่องหนูในสถานที่ราชการ จำเป็นตองขอความร่วมมือเป็นสำคัญ เพื่อควบคุมจำนวนประชากรหนู ลดความเสียหายต่อทรัพย์สินทางราชการ และพาหะนำโรคต่างๆ

