‘ศบค.’ เผย เปิดร.ร.ไม่ต้องปูพรมตรวจนร. เสี่ยงค่อยตรวจ พบติดให้สอบสวนโรคทันที ชี้ การปิดร.ร.อาจไม่ใช่คำตอบ ย้ำ ป้องกันโควิดสูงสุด เพื่อให้เปิดประเทศเป็นไปในทิศทางที่สำเร็จที่สุด
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงตอนหนึ่ง ว่า ในวันนี้(1พ.ย.64) เป็นวันที่หลายโรงเรียนเปิดเทอม และสิ่งสำคัญที่เกี่ยวกับการตรวจแอนติเจน เทสต์ คิท หรือ เอทีเค ที่ครูและผู้ปกครองต้องปฏิบัติอย่างไรนั้น ตามข้อกำหนดฉบับที่ 34 ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศไว้ในวันที่ 28 ตุลาคม เรื่องหลักเกณฑ์การเปิดโรงเรียน ระบุเรื่องของการคัดกรองและตรวจหาเชื้อโควิดในโรงเรียน ซึ่งสิ่งสำคัญคือต้องให้คณะกรรมการโรงติดต่อจังหวัดหรือคณะกรรมการโรคติดต่อกทม.กำหนดได้ตามความเหมาะสมของการระบาดในพื้นที่แยกระดับอำเภอและจังหวัด
พญ.อภิสมัย กล่าวว่า ซึ่งข้อสรุปของแต่ละพื้นที่จะมีหน่วยงานคือกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมและคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ที่จะต้องประชุมพิจารณาให้มีการตรวจเอทีเครวมถึงความถี่ในการตรวจที่ต้องพิจารณาในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน แต่สิ่งสำคัญคือโรงเรียนต้องประเมินเอง และมีมาตรการการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดติดเชื้อ ซึ่งเป็นแบบสอบถามของกรมอนามัยก่อนที่โรงเรียนจะพิจารณาเปิดได้ ก็ต้องเข้าไปประเมินเอง ทั้งนี้ทางคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดก็จะเป็นคนที่ช่วยประเมินด้วย
พญ.อภิสมัย กล่าวว่า นอกจากระดมฉีดวัคซีนให้กับครูร่วมถึงบุคคลกรในสถานศึกษาแล้วจะมีการประเมินตนเองเช่นกันด้วยไทยเซฟไทย ตรงนี้ครูต้องประเมินตนเองว่ามีไข้ มีอาการผิดปกติระบบทางเดินหายใจหรือไม่ รวมไปถึงประวัติผู้ใกล้ชิดหรือเดินทางไปสัมผัสบุคคลเสี่ยง มีคนในครอบครัวติดเชื้อหรือไม่ ทั้งนี้ขอให้ผู้ปกครองประเมินตนเองทุกวันเช่นกัน
พญ.อภิสมัย กล่าวว่า ส่วนการตรวจเอทีเคเน้นย้ำว่าไม่ใช่การตรวจเอทีเคนักเรียนทุกคน คือ ไม่จำเป็นต้องตรวจแบบปูพรม และไม่จำเป็นต้องตรวจอาทิตย์ละ 2 ครั้ง จะต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดในพื้นที่ ทั้งประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด โดยที่แต่ละอำเภอแต่ละจังหวัดนั้นอาจจะมีประกาศที่แตกต่างกัน ซึ่งในแต่ละโรงเรียนกันไม่ว่าจะอยู่ในจังหวัดเดียวกันก็ยึดมาตรฐานเดียวกันไม่ได้
พญ.อภิสมัย กล่าวว่า ความเห็นของกรมควบคุมโรคที่ได้มีการหารือในที่ประชุมศบค.ชุดเล็ก ในการตรวจเอทีเคเด็กไม่จำเป็นต้องตรวจปูพรมหรือเป็นระยะทุกสัปดาห์ การตรวจแนะนำให้ตรวจในนักเรียนกลุ่มเสี่ยงอย่างมีประวัติที่คนในบ้านติดเชื้อก็จะต้องให้นักเรียนคนนั้นตรวจเอทีเคดูว่าเป็นผู้ติดเชื้อด้วยหรือไม่ หรือข้อแนะนำที่ดีที่สุดคือหากมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อโรงเรียนก็อาจจะใช้มาตรการขอให้นักเรียนหยุดเรียน ซึ่งอาจจะต้องสื่อสารกับผู้ปกครองถ้าหากมีการติดเชื้อในครอบครัวเด็กอาจต้องอยู่บ้านกักตัวให้ครบ 14 วัน
พญ.อภิสมัย กล่าวว่า แต่ที่สำคัญเน้นย้ำในเรื่องของมาตรการทางสาธารณสุขคือในโรงเรียนจำเป็นต้องจัดเก้าอี้ โต๊ะให้มีการนั่งเว้นระยะห่างจัดสถานที่ให้มีความเหมาะสมอากาศระบายถ่ายเทรวมทั้งหมดทำกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มอย่างเช่นกีฬาหรือกิจกรรมต่างๆจะทำให้เด็กหลายๆชั้นมาร่วมกิจกรรมอย่างนี้อาจจำเป็นต้องงดกิจกรรมไว้ก่อน ฉะนั้นเมื่อมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดแล้วหากเกิดการติดเชื้อในโรงเรียน ขอให้ผู้บริหารโรงเรียนหรือคณะกรรมการโรคติดต่อพิจารณาอย่างรอบคอบว่าการปิดโรงเรียนอาจจะไม่ใช่คำตอบจะต้องมีการสอบสวนโรค ยกตัวอย่าง เช่น มีการติดเชื้อของนักเรียนคนหนึ่งมีการติดต่อไปยังเพื่อนอีกห้อง ซึ่งอาจจะยังไม่จำเป็นต้องปิดทั้งโรงเรียน แต่ขอให้มีการสอบสวนโรคอย่างทันท่วงที เข้าไปตรวจสอบว่าเป็นชั้นเรียนใดมีคุณครูคนใดที่เข้าไปสอนหรือมีความเสี่ยง การสอบสวนโรคจะทำให้เกิดแนวทางมาตรการในการครอบคลุมไปที่ชั้นเรียนที่มีความเสี่ยงหรือกลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงก็จะเลือกปิดเฉพาะชั้นเรียนหรือเฉพาะครูที่มีความเสี่ยงในการสัมผัส และต้องเน้นย้ำเรื่อง โควิดฟรีเซตติ้งการเปิดกิจการกิจกรรมมากขึ้นและขอให้ทุกคนเน้นย้ำมาตรการป้องกันตัวเองครอบจักรวาล ระลึกเสมอว่าลูกค้าที่เข้ามาบริการที่สถานประกอบการอาจจะเป็นผู้ที่ติดเชื้อหรือมีการสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ ดังนั้นการเฝ้าระวังมาตราการอย่างสูงสุดก็จะช่วยให้ทุกคนปลอดภัยและการเปิดประเทศก็จะเป็นไปในทิศทางที่สำเสร็จที่สุด

