สธ.จับตาร้านนั่งดริงก์ก่อนประเมินยืดเวลา เผยผู้ประกอบการผ่านไทยสต็อบโควิด 96%
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย แถลงสถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเด็น “มาตรการ UP เปิดบ้าน เปิดเมือง เปิดประเทศ และ COVID Free Setting” ว่า ใน 1 เดือนที่ผ่านมา ก่อนเปิดพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว จากการสำรวจอนามัยโพล เรื่อง การปฏิบัติตามหลักการป้องกันตัวเองขั้นสูงสุด (Universal Prevention : UP) พบว่า ภาพรวมการสวมหน้ากากในที่สาธารณะ การล้างมือ เลี่ยงเอามือสัมผัสใบหน้า เลี่ยงออกนอกบ้าน ยังทำดีระดับร้อยละ 90 ขึ้นไป ยกเว้นสวมหน้ากากเมื่อยู่ที่บ้าน พบเพียงร้อยละ 50-60 ซึ่งเป็นไปตามสถานการณ์โควิด-19 ที่ลดลงและการผ่อนคลายมาตรการขึ้น จะสังเกตได้ว่าประชาชนในพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว 17 จังหวัด มีการออกนอกบ้านมากกว่าในพื้นที่อื่นๆ ส่วนการตรวจ ATK ในกรณีที่มีความเสี่ยงพบราวร้อยละ 70 เมื่อจำแนกข้อมูลในพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว 17 จังหวัด ผลการสอบถามการรับรู้มาตรการ UP ในตลาด พบว่า ยังมีถึงร้อยละ 20.3 สวมหน้ากากไม่ถูกต้องหรือไม่สวมหน้ากาก ส่วนมาตรการที่ทำได้ดีคือการกำหนดจุดเข้าออกชัดเจน วัดอุณหภูมิก่อนเข้าตลาด แต่การพบเห็นใบรับรองการปฏิบัติมาตรการและการทำความสะอาดของสุขาภิบาลพบน้อยที่สุด
นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า ในส่วนประชาชนไปสถานที่ท่องเที่ยวก่อนเปิดเมือง พบว่าร้อยละ 65-80 ยังไม่ได้ไปสถานที่ท่องเที่ยว ส่วนที่เลือกไปคือ สถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติและวัฒนธรรม ซึ่งจะมีความปลอดภัย เพราะเป็นพื้นที่เปิดโล่ง แต่มีประชาชนส่วนหนึ่งไปสถานที่ท่องเที่ยวคล้ายผับบาร์ สะท้อนถึงความเสี่ยงที่ยังมีอยู่ในพื้นที่
“ภาพรวม แม้สถานที่ท่องเที่ยวเปิดโล่ง แต่ยังไม่ทำตามาตรการเข้มข้นเท่าที่ควร และเข้มข้นน้อยกว่าที่ตลาด ขอเน้นย้ำไปยังผู้ประกอบกิจการ กิจกรรมเมื่อเปิดแล้วมาตรการสำคัญยังต้องดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อให้นักท่องเที่ยวมั่นใจและปลอดภัย” นพ.สุวรรณชัย กล่าวและว่า สถานประกอบการในพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว 17 จังหวัด ที่ผ่านการประเมินมาตรการโควิด ฟรี เซ็ตติ้ง 3,068 แห่ง จากลงทะเบียน 3,192 แห่ง คิดเป็น ร้อยละ 96 โดยประเภทกิจการที่เข้าร่วมการประเมินมากที่สุด คือ ร้านอาหาร สปา นวดเพื่อสุขภาพ และห้างสรรพสินค้า พบว่ามาตรการส่วนใหญ่ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ ได้แก่ การฉีดวัคซีนของพนักงาน การจัดอุปกรณ์ป้องกันโรคที่เพียงพอ การแยกสำรับข้าวของเครื่องใช้ของศูนย์อาหารในห้างสรรพสินค้า การควบคุมกำกับติดตาม การคัดกรองความเสี่ยง และระบบกรองอากาศเฉพาะที่
อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า สถานประกอบการที่ยังไม่ประเมินโควิด ฟรี เซ็ตติ้ง เข้าประเมินตนเองได้ที่ เว็บไซต์ stopcovid ของกรมอนามัย โดยทุกสถานประกอบการรที่ประเมินผ่านสามารถพิมพ์ใบรับรองเพื่อติดไว้หน้าร้านแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจน ได้แก่ 1.ใบรับรอง Thai Stop COVID Plus ซึ่งสถานประกอบการทุกแห่งในทุกจังหวัดต้องประเมินตนเองตามมาตรการนี้ 2.ใบรับรองโควิด ฟรี เซ็ตติ้ง เฉพาะจังหวัดในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดและพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยวรองรับการเปิดประเทศ โดยต้องผ่านการประเมิน Thai Stop COVID Plus ก่อนจึงสามารถประเมินโควิด ฟรี เซ็ตติ้ง และ 3.สติ๊กเกอร์โควิด ฟรี เซ็ตติ้ง ประเมินโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กำหนด และประชาชนสามารถประเมิน แนะนำ ติชม ร้องเรียนสถานประกอบการ ได้เว็บไซต์ Thai Stop COVID Plus ของกรมอนามัย รวมถึง เฟซบุ๊กแฟนเพจ “ผู้พิทักษ์อนามัย”
“สธ.เน้นย้ำทุกคนทุกสถานประกอบการการ์ดไม่ตก ทำตามมาตรการ UP อย่างเคร่งครัดร่วมเป็นหูตาในการประเมินแนะนำ ติชมหรือร้องเรียน สถานประกอบการให้ปฏิบัติตามมาตรการโควิด ฟรี เซ็ตติ้ง ได้ตามช่องทางที่กำหนด เพื่อให้การเปิดเมือง เปิดประเทศครั้งนี้เป็นไปตามเป้าหมายรัฐบาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ให้ทุกคนใช้ชีวิต และท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัย”นพ.สุวรรณชัย กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อเปิดให้ร้านอาหารสามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบางพื้นที่ จะมีปัจจัยเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 อย่างไร นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า หลังดำเนินการมา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ พบมีความเสี่ยงบางประการ คือ 1.การดื่มซึ่งอาจจะเกินเวลา หรือเกินกว่าที่ประกาศของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกำหนด 2.ความแออัด เพราะประชาชนส่วนหนึ่งอึดอัดอุดอู้กับการที่ต้องอยู่กับบ้าน เมื่อเปิดนำร่องท่องเที่ยว ก็จะมุ่งไปสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เพราะฉะนั้นการเว้นระยะห่างก็ลดลง เช่นเดียวกับร้านอาหาร แต่เชื่อว่าระยะหนึ่ง ร้านอาหาร ประชาชนจะค่อยๆปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์และการปฏิบัติตามามาตรการ และ 3.มีส่วนน้อยประชาชนดื่มเกินพอดี มีความเมา นำไปสู่ความเสี่ยงในเรื่องของการละเลย หรือละเว้นการปฏิบัติมาตรการป้องกันตนเอง อย่างไรก็ตาม จะมีการเฝ้าระวังและลงสุ่มตรวจสอบเป็นระยะ เพื่อที่จะดูการปฏิบัติเป็นระยะเวลา 7-14 วัน เพื่อประเมินว่าการดำเนินการมีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร ควบคู่กับสถานการณ์พบผู้ติดเชื้อในพื้นที่ด้วย

