ตร.หอบสำนวน 7 แฟ้ม 2,540 หน้าเห็นควรสั่งฟ้องผกก.โจ้ กับลูกน้องใช้ถุงดำคลุมหัวผู้ต้องหาคดียาฯดับ สังคมไทยต้องห่วงใย อัยการมั่นใจยื่นฟ้องคดีต่อศาลได้ทันครบฝากขัง 7 ผลัด ใน 84 วัน 17 พ.ย.นี้
เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 3 พฤศจิกายน ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการ ฯ ถ.แจ้งวัฒนะ นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด นายประยุทธ เพชรคุณ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ในฐานะรองโฆษกฯ นายปฏิพงษ์ สละสวัสดิ์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีกิจการอัยการสูงสุด ร่วมกับ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางรอง (รองผบช.ก) พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการปราบปราม ร่วมกันแถลงข่าว การส่งสำนวนสอบสวนคดร พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล อดีตผกก.เมืองนครสวรคค์ หรือผู้กำกับโจ้ กับลูกน้องรวม 7 คน ใช้ถุงดำคลุมหัวผู้ต้องหาคดียาเสพคิดจนถึงแก่ความตาย
นายอิทธิพร เปิดเผยว่า วันนี้สำนักงานคดีอัยการสูงสุดได้รับสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวน บก.ป. คดีระหว่างน.ส.จันทร์จิรา ธนะพัฒน์ ผู้กล่าวหาที่ 1 พ.ต.อ.สุทธินันท์ คงแช่มดี ผู้กล่าวหาที่ 2 กับพ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรืออดีต ผู้กำกับโจ้ พ.ต.ต.รวีโรจน์ ดิษทอง ร.ต.อ.ทรงยศ คล้ายนาค ร.ต.ท.ธรณินทร์ มาศวรรณา ด.ต.วิสุทธิ์ บุญเขียว หรือดาบโบ้ ด.ต.ศุภากร นิ่มชื่น และส.ต.ต.ปวีณ์กร คำมาเร็ว ผู้ต้องหาทั้ง 7 คน ข้อหา“ เป็นเจ้าพนักงานของรัฐร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด, เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด, ร่วมกันฆ่าผู้อื่น (นายจิระพงศ์หรือมาวิน ธนะพัฒน์) โดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายเสรีภาพชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นหรือผู้อื่นหรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้นไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมสิ่งนั้น” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 157, 309 วรรคสอง, 289 (5) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 เหตุเกิดระหว่างวันที่ 5 – 6 ส.ค. 2564 ที่ห้องทำงานชุดปราบปรามยาเสพติด สภ. เมืองนครสวรรค์ อ . เมือง จ. นครสวรรค์
โดยพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องพ.ต.อ.ธิติสรรค์ หรือผู้กำกับโจ้ ผู้ต้องหาที่ 1 กับพวกรวม 7 คนตามข้อกล่าวหา ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดถูกควบคุมและฝากขังไว้ตามคำสั่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 4 จะครบฝากขังครั้งที่ 6 ในวันที่ 6 พ.ย. 2564 และผู้ต้องหาที่ 2, 3, 5, 6 และ 7 จะครบฝากขังครั้งที่ 6 ในวันที่ 5 พ.ย 2564 ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 143 วรรคท้ายผู้มีอำนาจสั่งพิจารณาคดีนี้คืออัยการสูงสุดโดยคำสั่งอัยการสูงสุดถือว่าเด็ดขาด
นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกอสส.กล่าวว่า สำนวนคดีนี้แยกเป็น 2 ส่วนคือ สำนวนฆ่าผู้อื่นฯ และสำนวนการชันสูตรพลิกศพ ตามกฎหมายป.วิอาญา มาตรา 150 วางหลักเกณฑ์ว่า เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องจะต้องชันสูตรพลิกศพและทำสำนวนส่งให้พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อไต่สวนการตาย ว่า ผู้ตายเป็นใคร ตายด้วยสาเหตุใด แล้วส่งกลับให้อัยการ เมื่ออัยการพิจารณาแล้วก็ส่งคืนให้พนักงานสอบสวนรวมเข้ากับคดีหลัก แล้วส่งให้อัยการสูงสุดพิจารสั่งฟ้อง ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดเพียงคนเดียวเมื่อมีคำสั่งอย่างใด ถือเป็นเสร็จเด็ดขาด
สำหรับหน่วยงานที่มีหน้าที่คัดกรองตั้งเรื่องให้กับอัยการสูงสุด คือสำนักงานกิจการคดี พิจารณาส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ถ้าในที่สุดมีการยื่นฟ้องคดีต่อศาล ก็จะต้องส่งสำนวนให้สำนักงานอัยการคดีการปราบปรามและประพฤติมิชอบยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางต่อไป
ส่วนประเด็นที่สังคมห่วงใยว่าอัยการจะยื่นฟ้องคดีไม่ทันตามกำหนดครบฝากขังรวม 84 วันในวันที่ 17 พ. ย.นี้นั้น นายประยุทธ กล่าวว่า ไม่ต้องกังวล เชื่อว่า ความเชี่ยวชาญของทีมงานอัยการ โดยนายปฏิพงษ์ สละสวัสดิ์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีกิจการอัยการสูงสุด จะสามารถสรุปสำนวนภายในเวลาที่กำหนด โดยจะมีการตั้งคณะทำงานอัยการขึ้นพิจารณา และเสนอความเห็น ให้อัยการสูงสุดพิจารณาสั่ง อย่างไรก็ตามหากอัยการไม่สามารถยื่นฟ้องคดีต่อศาลได้ทันภายในกำหนด ก็จำเป็นต้องปล่อยตัว ผกก.โจ้ กับลูกน้องไปก่อน แต่ทั้งนี้ตนมั่นใจว่า อัยการยื่นฟ้องคดีทันแน่นอน
พล.ต ต. สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผบช.ก. กล่าวว่า วันนี้พนักงานสอบสวน ส่งสำนวนการสอบสวน อดีต ผกก.โจ้ กับลูกน้องข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ จำนวน 7 แฟ้ม รวม 2540 แผ่น ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนมีความมั่นใจในพยานหลักฐานที่รวบรวมมาทั้งหมด เนื่องจาก พนักงานอัยการเข้าร่วมสอบสวนตั้งแต่แรกที่ จ.นครสวรรค์ กระทั่งโอนคดีเข้ามาที่กองปราบปราม เพราะตามกฎหมาย บัญญัติ ไว้ว่า หากเป็นการตายที่อยู่ระหว่างการควบคุมของพนักงาน หรือตายเพราะการกระ ทำของเจ้าพนักงาน ให้อัยการเข้าร่วมสอบสวนด้วย โดยวันนี้เป็นการส่งสำนวนคดีฆาตกรรมเท่านั้น ส่วนคดีที่เกี่ยวข้อง อื่น ๆ เช่นคดีนำเข้ารถหรู ก็แยกดำเนินคดีต่างหาก ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน คงต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง เพราะมีเอกสารจำนวนมาก และมีอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการ


