สธ.เผยโควิดไทยแนวโน้มลด มี 6 จว.จับตาใกล้ชิด จี้ ตร.เข้มลอบเข้าเมือง
เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์โรคโควิด-19 ว่า สถานการณ์ระดับโลกกับติดเชื้อใหม่ 4.3 แสนราย สะสม 248 ล้านราย เสียชีวิตใหม่ 7 พันราย สะสม 5.03 ล้านราย สำหรับ สหรัฐอเมริกา พบติดเชื้อใหม่ 6.5 หมื่นราย เสียชีวิต 1.2 พันราย ซึ่งประเทศที่ติดเชื้อค่อนข้างสูง ได้แก่ อังกฤษ 4.1 หมื่นราย รัสเซีย 4 หมื่นราย ตรุกี 2.9 หมื่นราย เยอรมนี 2.6 หมื่นราย และยูเครน 2.3 หมื่นราย แต่ที่น่าสนใจคือ รัสเซีย ที่ติดเชื้อน้อยกว่าสหรัฐ แต่การเสียชีวิตใกล้เคียงที่ 1.1 พันราย ขณะเดียวกัน ประเทศในเอเซีย พบว่า อินโดนีเซีย ติดเชื้อใหม่ 801 ราย เสียชีวิต 24 ราย ซึ่งลดจากเดิมมาก หากดูจากอัตราติดเชื้อต่อประชากร 1 ล้านคน ไทยจะอยู่ที่ 2.7 หมื่นรายต่อล้านราย ขณะที่ สหรัฐ 1.4 แสนรายต่อล้านราย ประเทศที่ผ่านระลอกระบาดใหญ่มาแล้ว อัตราป่วยก็จะสูง ส่วนอัตราเสียชีวิตต่อประชากร 1 ล้านคน พบว่า ไทยอยู่ที่ 277 รายต่อล้านราย สหรัฐฯ อยู่ที่ 2,310 รายต่อล้านราย ซึ่งทุกประเทศพยายามลดการป่วย การตายอย่างเต็มที่ โดยมาตรการวัคซีนเข้ามาช่วยได้อย่างมาก ส่วนประเทศที่ยังไม่พบระลอกระบาดใหญ่ ก็ทำให้อัตราเสียชีวิตลดลงจากผลของการฉีดวัคซีน
นพ.เฉวตสรร กล่าวว่า ผู้ติดเชื้อในประเทศไทยรายใหม่ 7,982 ราย ผู้ป่วยปอดอักเสบ 2,118 รายลดลงจากวันที่ 22 ต.ค.64 ที่พบถึง 2,500-2,600 ราย ส่วนผู้ใส่ท่อช่วยหายใจ ลดลงชัดเจนจาก 583 รายเหลือ 466 ราย ขณะที่ ผู้เสียชีวิตรายใหม่ 68 ราย อายุเฉลี่ย 71 ปี บ่งชี้ว่าส่วนใหญ่สูงอายุ มีโรคประจำตัว
“จำนวนผู้เสียชีวิตแกว่งตัวขึ้นลง ซึ่งช่วง 2 สัปดาห์ล่าสุด อาจไม่ชัดเจน แต่เป็นตัวเลขที่ลดน้อยจากอดีตเยอะ พบเหลือตัวเลข 2 หลัก เฉลี่ยที่ 60-70 ราย การติดตามรายพื้นที่ในจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ พบว่า กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ลดลงต่อเนื่อง อยู่ที่ ร้อยละ 17 จังหวัดชายแดนใต้ ร้อยละ 19 เป็นแนวโน้มคงตัวลดลงช้าๆ และจังหวัดอื่นๆ ร้อยละ 84 ทิศทางลดลงบ้าง แม้จะแกว่งตัวเป็นลูกคลื่นย่อยแต่มีส่วนลดลง เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลในจังหวัดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมี 6 จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังติดตามใกล้ชิด ได้แก่ นครศรีธรรมราช เชียงใหม่ ตาก ระยอง จันทบุรี และขอนแก่น โดยผู้ติดเชื้อใหม่คิดเป็นร้อยละ 22 หรือ 1 ใน 5 ของผู้ป่วยรายใหม่วันนี้ ตัวเลขจะใกล้เคียงกับจังหวัดชายแดนใต้ อย่างไรก็ตาม ทุกพื้นที่ระดมสรรพกำลังหาคลัสเตอร์ ปัจจัยเสี่ยง เติมวัคซีนลงไป ก็ขอให้ประชาชนเข้ามารับวัคซีนเพื่อลดการป่วยหนัก เสียชีวิต” นพ.เฉวตสรร กล่าว
นพ.เฉวตสรร กล่าวว่า การเดินทางเข้าประเทศช่วงนี้จะเห็นแรงงานประเทศเพื่อนบ้านลักลอบเข้าช่องทางธรรมชาติ วันนี้มีรายงานเข้ามา 7 ราย จากประเทศกัมพูชา ส่วนหนึ่งมีคนไทยคอยอำนวยความสะดวกพาเข้า ก็ต้องขอความร่วมมือกัน เราต้องช่วยกันคลี่คลายปัญหาสุขภาพ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าราบรื่นในการเปิดประเทศ อยากให้ทุกคนช่วยสอดส่องดูแล ผู้ที่มีบทบาทหน้าที่กำกับติดตามก็ทำเต็มที่ เจ้าของกิจการก็โปรดใช้แรงงานที่เข้ามาถูกต้องตามกฎหมาย
“สถานการณ์โควิด-19 จังหวัดชายแดนใต้ ข้อมูลตั้งแต่ 1 พ.ค. – 4 พ.ย. 64 พบว่า แนวโน้มสูงขึ้นจะอยู่ในช่วง ส.ค.-ต.ค. แต่ขณะนี้ ยะลาและนราธิวาส มีแนวโน้มลดลงแล้ว ส่วนสงขลาเริ่มเห็นทิศทางลดลง ปัตตานี ยังคงตัวสูงเหมือนในอดีตที่ผ่านมา จังหวัดที่ต้องจับตามอง 6 จังหวัดเนื่องจากพบการระบาดในคลัสเตอร์ต่าง ๆ ได้แก่ 1.นครศรีธรรมราช ช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. ไต่ระดับขึ้น แต่ตอนนี้ทิศทางเริ่มลดลง 2.เชียงใหม่ ในคลัสเตอร์ตลาด ช่วงต้น ต.ค. ยังไม่มาก แต่มาปลายเดือน เข้าเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้นชัดเจน 3.ระยอง เพิ่มขึ้นตั้งแต่ ส.ค. แกว่งตัวในระดับที่ค่อนข้างสูง เมื่อเข้าเดือน ต.ค.มีทิศทางจะลดลงบ้าง แต่ยังต้องจับตามอง 4.ตาก โดยเฉพาะ อ.แม่สอด ที่พบคลัสเตอร์ต่อเนื่อง ยังมีจำนวนแกว่งตัวสูงอยู่ 5.จันทบุรี ช่วงต.ค. มีแนวโน้มสูงขึ้น และพ.ย. เริ่มลดลงบ้างเล็กน้อย และ 6.ขอนแก่น ในเดือน ส.ค.-ก.ย. แกว่งตัวสูง แนวโน้มลดลงยังไม่ชัดเจนนัก อย่างไรก็ตาม การตรวจหาเชื้อโควิดด้วย ATK พบการติดเชื้อเฉลี่ย 4-5% ของการตรวจ ข้อมูลวันที่ 4 พ.ย.64 มีการตรวจ 6.7 หมื่นตัวอย่าง พบผลบวก 3 พันตัวอย่าง” นพ.เฉวตสรร กล่าวและว่า คลัสเตอร์ที่ยังพบการรายงานอยู่ ข้อมูลวันที่ 4 พ.ย.64 คือ 1.เรือนจำ ในกรุงเทพมหานคร(กทม.) 44ราย เชียงใหม่ 16 ราย 2.สถานบันเทิง กทม. 12 ราย 3.สถานศึกษา ฉะเชิงเทรา 2 ราย 4.โรงงาน กทม. 40 ราย 5.แคมป์ก่อสร้าง ล้งผลไม้ จันทบุรี 4 ราย 6.บริษัท เชียงใหม่ 6 ราย กทม. 4 ราย 7.ค่ายทหาร ชลบุรี 3 ราย และ 8.ตลาด เชียงใหม่ 61 ราย

