สกู๊ปหน้า 1 : กางแผนรับมือ จาก ‘ฤดูฝน’ สู่ ‘ฤดูฝุ่น’

5.11.21 | 07:19 น.

สกู๊ปหน้า 1 : กางแผนรับมือ จาก ‘ฤดูฝน’ สู่ ‘ฤดูฝุ่น’

เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงนับจากนี้คือปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กแพร่กระจายไปหลายพื้นที่
พื้นที่ภาคเหนือถือว่าได้รับผลกระทบแทบทุกปี โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ


ปีนี้จังหวัดเชียงใหม่เตรียมแก้ไขปัญหามาตั้งแต่ยังไม่พ้นฝน มีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และองค์กรภาคประชาชนไปแล้วล่วงหน้า

นายอิสระ ศิริไสยาสน์ ผู้อำนวยกาสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่าปีที่ผ่านมาเชียงใหม่เกิดจุดความร้อน หรือฮอตสปอต รวม 8,066 จุด ลดลงจากปี 2563 ถึงร้อยละ 62.76 และพื้นที่การเผาไหม้ 803,494 ไร่ ลดลงจากปี 2563 ถึงร้อยละ 41.95 ในส่วนค่า PM2.5 เกินมาตรฐานที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) เกิดขึ้นถึง 68 วัน มากกว่าปี 2563 เนื่องจากมีปัญหาจากหมอกควันข้ามแดนเข้ามายังเชียงใหม่ เป็นปัจจัยที่
ไม่สามารถควบคุมได้

แนวทางการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จังหวัดเชียงใหม่ ปี 2565 นั้นจะเป็น
การทำงานแบบบูรณาการเพื่อลดจุดฮอตสปอตลง และพื้นที่เผาไหม้ลดลงร้อยละ 20 ของปีที่ผ่านมา มุ่งเน้น 65 ตำบลเป้าหมาย แบ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5ออกเป็น 3 ช่วงคือ ช่วงก่อนวิกฤต ตุลาคม-ธันวาคม เพื่อเตรียมการและป้องกันเหตุ ให้ทุกหมู่บ้านทุกตำบลกำหนดแนวทางการดำเนินการในแต่ละพื้นที่ และประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งเตรียมอุปกรณ์การดับไฟ จัดชุดดับไฟป่าประจำตำบล และจัดทำแนวกันไฟร่วมกับหน่วยงาน
ป่าไม้ พร้อมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ทุกรูปแบบเพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชน

Advertisement

ส่วนช่วงวิกฤต มกราคม-เมษายน เป็นช่วงเผชิญเหตุ จะตั้งศูนย์บัญชาการกำกับติดตามในระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับตำบล พร้อมนำโดรน อุปกรณ์และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาสนับสนุน ใช้ระบบฐานข้อมูลเดียวกัน รวมถึงบริหารจัดการเชื้อเพลิง การสนับสนุนให้จัดทำปุ๋ยและเปิดจุดรับซื้อกิ่งไม้ใบไม้ พร้อมขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากทุกภาคส่วน

ช่วงหลังวิกฤต พฤษภาคม-กันยายน จะเป็นช่วงของการฟื้นฟูและสร้างความชุ่มชื้น จัดทำฝายต้นน้ำแบบผสมผสาน 900 ฝาย จัดทำแนวกันไฟเขียว หรือกรีน เบลท์ (Green Belt) 700 ไร่ การปลูกและฟื้นฟูป่าไม้และพืชไม้ท้องถิ่น ในส่วนของหมู่บ้านที่ควบคุมไฟได้ดีจะสนับสนุนเป็นหมู่บ้านมั่นคง รวมถึงจัดทำแผนพัฒนาอย่างยั่งยืนหลังการเกิดวิกฤต การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนโดยภาคเอกชน อีกทั้งยังมีการสนับสนุนให้ปลูกพืชเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เช่น กาแฟ บุก และไผ่ พร้อมถอดบทเรียนจากการดำเนินงานของทุกภาคส่วนเพื่อนำมาพัฒนาในปีต่อไปให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทางด้าน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงสภาพอากาศที่เราจะต้องเจอนับจากนี้ ว่าจากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา คาดหมายลักษณะอากาศช่วงฤดูหนาวของประเทศไทย พ.ศ.2564-2565 ช่วงประมาณปลายเดือนตุลาคม 2564 ถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ว่าช่วงประมาณปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนธันวาคม 2564 ฝนจะลดลงเหลือร้อยละ 10-20 ของพื้นที่ และอาจมีลมกระโชกแรงบางแห่งในบางวัน เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงจากจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นระยะ จะมีกำลังอ่อนถึงปานกลาง จากนั้นจนถึงปลายเดือนมกราคม 2565 จะมีอากาศหนาวเย็นมากขึ้น เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงจากจีนยังคงแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทย จะมีกำลังแรงเป็นระยะๆ และต่อเนื่อง

ส่วนระยะครึ่งแรกเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ลักษณะอากาศจะแปรปรวน อากาศจะเริ่มอุ่นขึ้น จะมีอากาศร้อนหลายพื้นที่ในตอนกลางวันกับมีหมอกหนา เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงจากจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนจะมีกำลังอ่อนลง ดังนั้น ตอนความกดอากาศสูงแผ่ลงมาปกคลุมมีกำลังอ่อนหรือเริ่มถอยกลับ จะส่งผลให้มีลมอ่อน สภาพอากาศนิ่ง การกระจายตัวของฝุ่นไม่ดี มีโอกาสสะสมในพื้นที่ อาจส่งผลให้ฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานในช่วงเวลาดังกล่าว

“ทุกปีประเทศไทยจะประสบปัญหาฝุ่นละอองหลายพื้นที่ เช่น ภาคเหนือ 9 จังหวัด กรุงเทพฯและปริมณฑลจะพบเกินมาตรฐานเดือนธันวาคม-เมษายน ภาคใต้ตอนล่างจะได้รับผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดนและไฟไหม้ป่าพรุ ช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน รวมถึงบางจังหวัดที่มีการเผาในที่โล่ง เช่น ขอนแก่น กาญจนบุรี เป็นต้น ขณะนี้สถานการณ์ฝุ่นละอองในกรุงเทพฯและปริมณฑลใกล้เข้าสู่ฤดูฝุ่น เนื่องจากตั้งแต่ประมาณปลายเดือนตุลาคมจนถึงประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ความกดอากาศสูงจากจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทย และจะส่งผลให้สภาพอากาศนิ่ง ลมสงบ และชั้นบรรยากาศผกผัน (inversion) ส่งผลให้มลพิษอากาศโดยเฉพาะมลพิษฝุ่น PM2.5 ในบรรยากาศไม่มีการกระจายตัว จึงทำให้ปริมาณฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่มีความเข้มข้นสูง” อธิบดี คพ.กล่าว

แหล่งกำเนิดหลักๆ มาจากการจราจร โดยเฉพาะจากรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซล การเผาในที่โล่ง โรงงานอุตสาหกรรม และอื่นๆ สำหรับกรุงเทพมหานคร แหล่งกำเนิดมลพิษหลักๆ มาจากยานพาหนะมากกว่า 50% โดยเฉพาะยานพาหนะใช้เครื่องยนต์ดีเซล นอกจากนี้ยังมาจากการเผาในที่โล่ง และภาคอุตสาหกรรมสำหรับพื้นที่ภาคเหนือและจังหวัดอื่นๆ ส่วนใหญ่ปริมาณฝุ่นละอองที่เพิ่มสูงขึ้นมักพบในช่วงเวลาที่มีจำนวนจุดความร้อนในพื้นที่ เนื่องจากจะเป็นช่วงที่มีการเตรียมพื้นที่หรือเก็บเกี่ยวพืชเกษตร เช่น อ้อย ข้าวโพด ดังนั้น การติดตามตรวจสอบค่าฝุ่นละอองเพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ถือว่ามีความจำเป็นและมีความสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงและในช่วงเวลาดังกล่าวข้างต้น

กรมควบคุมมลพิษเตรียมแผนเฉพาะกิจเพื่อแก้ปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองปี 2565 ประกอบด้วย “1 สื่อสาร 5 ป้องกัน
3 เผชิญเหตุ”

1. สื่อสาร คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการรับรู้ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย แจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นละอองล่วงหน้า 5 ป้องกัน ประกอบด้วย 1.ให้ทุกจังหวัดจัดทำแผนแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละอองบรรจุในแผน ปภ.จังหวัด

2.ขยายผลการบริหารจัดการเชื้อเพลิงโดยการเก็บขน ชิงเก็บ ลดเผา ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศในพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตร พื้นที่ชุมชน พื้นที่ริมทาง และประยุกต์ใช้แอพพลิเคชั่นลงทะเบียนบริหารจัดการเชื้อเพลิง

3.เร่งรัดขับเคลื่อนโครงการปลูกป่าเพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ป่าชายเลน และป้องกันไฟป่าภายใต้ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน (ศอญ.)

4.สร้างเครือข่าย อาสาสมัคร และจิตอาสาระดับชุมชนเป็นกลไกหลักเข้าถึงพื้นที่ ทั้งสื่อสาร ติดตาม เฝ้าระวัง ดับไฟ พร้อมทั้งให้ อปท.จัดทำแผนป้องกันไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองในระดับพื้นที่

5.สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด และพลังงานทางเลือกเพื่อลดปัญหา PM2.5

สำหรับ 3 เผชิญเหตุ ประกอบด้วย 1.เพิ่มความเข้มงวดควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด ทั้งจากยานพาหนะและภาคอุตสาหกรรมในเขตเมืองและเขตอุตสาหกรรม 2.เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมไฟป่าในพื้นที่ป่าธรรมชาติ 3.กำหนดตัวชี้วัดร่วมเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นไปตามข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน และขยายหมู่บ้านคู่ขนานชายแดนภายใต้กรอบคณะกรรมการชายแดน (TBC)

มาคอยดูกันว่า สูตรแก้ปัญหาฝุ่นจะสามารถรับมือสถานการณ์ปีนี้ได้ดีแค่ไหน