ศบค.แจงยอดนทท.เข้าไทยแล้ว 1.3 หมื่นราย พบติดเชื้อ 10 ราย ย้ำตรวจละเอียด

5.11.21 | 13:56 น.

ศบค.แจงยอดนทท.เข้าไทยแล้ว 1.3 หมื่นราย พบติดเชื้อ 10 ราย ย้ำตรวจเอกสาร-RT PCR ละเอียด สหรัฐ เยอรมนี อังกฤษ เข้าไทยมากสุด


เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.สุมนี วัชรสินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์รายวัน ว่า ผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 8,148 ราย รักษาหายแล้ว 8,238 ราย อยู่ในระบบการรักษา 97,300 ราย ผู้ป่วยอาการหนัก 2,118 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 461 ราย เสียชีวิต 80 ราย รายละเอียดผู้เสียชีวิต เป็นเพศหญิง 51 ราย เพศชาย 29 ราย กว่า 90% มีอายุมากกว่า 60 ปี และมีโรคประจำตัว โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตภาคใต้มากที่สุด 23 ราย นครศรีธรรมราช 6 ราย ตรัง ปัตตานี จังหวัดละ 3 ราย ภูเก็ต สตูล สุราษฎร์ธานี จังหวัดละ 2 ราย กระบี่ ชุมพร ยะลา พังงา สงขลา จังหวัดละ 1 ราย
ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์ข้อมูลการเสียชีวิตตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน ซึ่งมีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 19,413 ราย เมื่อดูรายละเอียดผู้เสียชีวิตจะเป็นเพศชายมากกว่าหญิง ส่วนใหญ่อายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป รองลงมาเป็นช่วงอายุ 60-69 ปี ถัดมาอยู่ในช่วง 50-59 ปี ผู้เสียชีวิตกว่า 86.5% เป็นผู้ที่มีโรคประจำตัว 3 อันดับแรกคือ ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง และโรคอ้วน ในจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นหญิงตั้งครรภ์ 68 ราย คิดเป็น 0.35% เมื่อดูประวัติของผู้เสียชีวิตทั้งหมด พบว่ามากกว่า 80% ไม่ได้รับวัคซีน18% ได้รับวัคซีน 1 เข็ม เกือบ2% ได้รับวัคซีน 2 เข็ม ขณะที่แนวโน้มผู้ติดเชื้อทั่วประเทศยังลดลงต่อเนื่อง ต่างจังหวัด 63% กรุงเทพฯ และปริมณฑล 17% ชายแดนใต้ 20% สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด ดังนี้ กรุงเทพฯ 721 ราย สงขลา 498 ราย ปัตตานี 427 ราย เชียงใหม่ 403 ราย ยะลา 375 ราย ชลบุรี 348 ราย นครศรีธรรมราช 294 ราย สมุทรปราการ 244 ราย นราธิวาส 213 ราย ตรัง 205 ราย

พญ.สุมนี กล่าวต่อว่า สำหรับจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง ทางสำนักงานป้องกันควบคุมรคที่ 11 และศบค.จังหวัดนครศรีธรรมราช วิเคราะห์สถานการณ์การระบาด พบว่าเริ่มมีการระบาดเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีผู้ติดเชื้อต่อวัน 300-400 ราย คลัสเตอร์แรกเริ่มมาจากโรงงาน แพร่กระจายสู่ชุมชน เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน ระดับที่มีการระบาดสู่งสุดมากจากครอบครัว ชุมชน โดยทางจังหวัดได้ดำเนินการตรวจค้นหาเชิงรุก และระดมเร่งฉีดวัคซีนกลุ่มเสี่ยง รวมถึงมีการเคอร์ฟิวตั้งแต่ 22.00-03.00 น. นอกจากนี้ ยังมีการประกาศปิดชุมชนที่มีการระบาด ขณะที่จังหวัดเชียงใหม่ พบการระบาดในตลาด 32 ราย แคมป์ก่อสร้าง 8 ราย สถานศึกษา 7 ราย ศูนย์เด็กเล็ก 4 ราย ชลบุรี พบผู้ติดเชื้อในค่ายทหาร 15 ราย แคมป์ก่อสร้าง 13 ราย
“สำหรับการระบาดในสถานศึกษา ที่มีการติดเชื้อที่โรงเรียนคำสร้างวิทยา จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งมีการตรวจหาเชื้อด้วยวิธี ATK และพบว่าผลเป็นลบ นั้น ทางผู้ว่าราชการจังหวัด นายแพทย์สาธารสุขจังหวัด ผู้ตรวจกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานเขตพื้นที่ (สพท.) ได้ลงไปติดตามและมีการตรวจด้วยวิธี RT PCR พบว่า ผลออกมาเป็นลบ ดังนั้น ที่สงสัยว่าจะเกิดคลัสเตอร์โรงเรียนมัธยมดังกล่าวจึงไม่มี และได้กลับมาจัดการเรียนการสอนตามปกติแล้ว“ พญ.สุมนี กล่าว

พญ.สุมนี กล่าวต่อว่า ส่วนการฉีดวัคซีน มีการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น 824,650 โดส ยอดรวมทั้งสิ้น กว่า 78 ล้านโดส แบ่งเป็นเข็ม1 60.3% เข็ม2 จำนวน 45.4% และเข็ม 3 จำนวน 3.5% ถ้าแยกตามกลุ่มเป้าหมาย เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ ฉีดได้เพิ่ม 65.10% กลุ่มโรคเรื้อรัง 7 โรค 69.8% และกลุ่มนักเรียน นักศึกษา อายุ 12-17 ปี 57.3% ทั้งนี้ยังคงต้องเร่งรัดการฉีดวัคซีนให้เพิ่มขึ้นในหญิงตั้งครรภ์เพราะจากรายงานวันนี้ฉีดได้เพียง 16.6%
ส่วนการเดินทางเข้าราชอาณาจักรไทย สถานการณ์ถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน มีนักท่องเที่ยวเข้าสนามบินสุวรรณภูมิ 2,086 ราย ไม่กักกัน 1,864 ราย เข้าแซนด์บ็อกซ์ 86 ราย และต้องกักกัน 134 ราย ถ้ารวมทุกสนามบิน ตั้งแต่ วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นมา ยอดนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาประเทศไทย รวม 13,129 ราย เมื่อตรวจพบว่า มีการติดเชื้อ 10 ราย ซึ่งอัตราติดเชื้อคิดเป็น 0.075% จากนักท่องเที่ยวทั้งหมด สำหรับ 10 ประเทศต้นทางที่เข้ามามากที่สุดคือ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ สวีเดน เกาหลีใต้ เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และจีน ทั้งนี้ ที่ประชุม ศบค.ชุดเล็กขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในประเทศไทยอย่างละเอียดครบถ้วน และขั้นต้อนที่สำคัญเมื่อมาถึงไทยคือ การตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT PCR ที่โรงแรม ซึ่งต้องมีระบบที่จับคู่กับโรงพยาบาล เพื่อให้ได้ผลตรวจภายใน 6 ชั่วโมง ก่อนส่งตัวเข้าแซนด์บ็อกซ์ต่อไป และขอให้ทางการท่องเที่ยวของประเทศไทย มีการติดตามสถานประกอบการโรงแรมอย่างเคร่งครัด เพื่อดำเนินการเปิดประเทศต่อไป

Advertisement

“ที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) มีความห่วงใย เรื่องการดำเนินงานกิจกรรมที่มีความเสี่ยงช่วงการผ่อนคลายประเทศ ได้มีการหารือกับหลายภาคส่วนในประเด็นหลัก ๆ คือ เร่งรัดให้ร้านค้า สถานประกอบการ ร้านอาหาร ทำความเข้าใจ และสร้างความร่วมมือให้ได้มาตรการสาธารณสุข หรือมาตรฐาน SSA หรือSSA+ หากยังไม่เป็นพลัส ก็ให้เร่งฉีดวัคซีนพนักงาน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เพื่อให้มีความพร้อมในการผ่อนคลายมาตรการอื่นๆ ที่จะตามมา ส่วนอีกเรื่องคือ การอนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหาร ขอให้ดำเนินการภายใต้มาตรการ สธ. ภายใต้เวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด ทางศปก.ศบค.จะมีการประเมินสถานการณ์ทุก 2 สัปดาห์ ขอความร่วมมือทุกฝ่ายดำเนินการอย่างเคร่งครัด” พญ.สุมนีกล่าว