กองปราบรวบสาวแสบปลอมเฟซบุ๊กหน้าไม่ตรงปก สร้างสตอรี่หลอกหนุ่มสูญกว่า 10 ล้าน

7.11.21 | 18:44 น.

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป. สั่งการให้ พ.ต.อ.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา ผกก.4 บก.ป. พ.ต.ท.อภิชน ขันกา สว.กก.4 บก.ป. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการ 5 กก.4 บก.ป. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.2 ร่วมกันจับกุม น.ส.ชนกนันท์ (สงวนนามสกุล) อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดบุรีรัมย์ที่ 252/2564 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2564 ข้อหา “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม โดยน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชน และฉ้อโกง” จับกุมได้ที่บริเวณหน้าโรงแรมในเมืองพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อเวลาประมาณ 15.30 น.วันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา


พฤติการณ์สืบเนื่องมาจากเมื่อประมาณต้นเดือนมิถุนายน 2564 ผู้เสียหายได้รู้จักกับผู้ต้องหาผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยผู้ต้องหาได้ใช้รูปของหญิงสาวหน้าตาดีรายหนึ่งอ้างตนว่าชื่อ น.ส.นัดดา โดยในระหว่างที่ติดต่อพูดคุยกันในช่วงแรก ผู้ต้องหาอ้างว่ามารดาเดือดร้อนต้องการใช้เงิน ผู้เสียหายจึงได้โอนเงินผ่านเข้าบัญชีธนาคารจำนวนหลายครั้ง รวมเป็นเงินประมาณ 210,700 บาท ต่อมาผู้ต้องหาได้ทำทีพูดคุยตกลงหมั้นหมายกับผู้เสียหาย ทางผู้เสียหายจึงยกเงินจำนวนดังกล่าวให้ไปโดยให้ถือว่าเป็นค่าสินสอดทองหมั้น

หลังจากนั้นผู้เสียหายกับผู้ต้องหาก็ได้ติดต่อพูดคุยกันผ่านเฟซบุ๊กเรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2564 ผู้เสียหายได้ตรวจพบว่าระหว่างวันที่ 19-30 มิถุนายน 2564 ยอดเงินในบัญชีธนาคารของผู้เสียหาย จำนวน 2,641,000 บาท ได้ถูกโอนผ่านไปยังบัญชีผู้อื่น จำนวน 10 ครั้ง เป็นเงิน จำนวน 2,500,000 บาท ผู้เสียหายจึงได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนติดตามหาตัวคนร้าย โดยในระหว่างนั้นเองผู้ต้องหาได้ติดต่อมายังผู้เสียหายและยอมรับว่าตนเป็นคนโอนเงินจำนวนดังกล่าวไปเพื่อซื้อที่ดินกับต้นไม้ พร้อมขอร้องไม่ให้ผู้เสียหายดำเนินคดีกับตน โดยอ้างว่าต่อไปผู้ต้องหาก็จะเป็นครอบครัวเดียวกันกับผู้เสียหายอยู่แล้ว และในส่วนของเงินที่เอาไปนั้นผู้ต้องหาจะรีบนำมาคืนให้โดยเร็ว ผู้เสียหายจึงไม่ดำเนินคดีตามคำขอของผู้ต้องหา

หลังจากนั้น น.ส.ชนกนันท์ ได้ออกอุบายหลอกลวงผู้เสียหายอีกครั้ง โดยอ้างว่าอยากเปิดโรงงานและจดทะเบียนการค้าเพื่อทำธุรกิจ จึงขอให้ผู้เสียหายช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ผู้เสียหายจึงได้ให้ผู้ต้องหาดำเนินการนำที่ดินของผู้เสียหายเนื้อที่ 9 ไร่ ไปประกาศขายในราคาไม่ต่ำกว่าไร่ละ 1,700,000 บาท หากขายได้ก็จะแบ่งเงินช่วยเหลือในการทำธุรกิจดังกล่าว ซึ่งต่อมาประมาณช่วงเดือนตุลาคม 2564 ผู้ต้องหาอ้างกับผู้เสียหายว่าสามารถขายที่ดินแปลงดังกล่าวได้แล้วในราคา 16,700,000 บาท และได้นัดหมายให้ผู้เสียหายไปทำสัญญาโอนขายที่ดินให้กับผู้ซื้อรายหนึ่งที่สำนักงานที่ดิน จ.บุรีรัมย์ โดยในวันทำสัญญาโอนขายที่ดินผู้ต้องหาอ้างกับผู้เสียหายว่า ผู้ซื้อได้โอนเงินค่าซื้อขายที่ดินเข้าบัญชีธนาคารของผู้เสียหายครบถ้วนแล้ว ผู้เสียหายจึงยอมลงชื่อในสัญญาโอนขายที่ดินดังกล่าว

Advertisement

แต่ภายหลังจากนั้นผู้เสียหายพบว่าผู้ต้องหามีพฤติกรรมเปลี่ยนไป จึงทำการตรวจสอบยอดเงินในบัญชีธนาคารของตนเองแต่กลับพบว่าไม่มีเงินค่าซื้อขายที่ดินโอนเข้าบัญชีธนาคารของผู้เสียหายแต่อย่างใด ผู้เสียหายจึงได้สอบถามไปยังผู้ซื้อที่ดินจนทราบว่าผู้ต้องหาได้เสนอขายที่ดินให้กับผู้ซื้อในราคาเพียง 7,500,000 บาท และในวันทำสัญญาโอนขายที่ดิน ผู้ซื้อก็ยืนยันว่าได้มอบเงินสดจำนวนดังกล่าวให้กับผู้ต้องหาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยไม่ได้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารแต่อย่างใด ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกหลอก จึงได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน และทางพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาตามหมายจับดังกล่าว

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ป.และ กก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.2 ได้สืบทราบว่าผู้ต้องหาได้เดินทางมาพักอาศัยอยู่ในพื้นที่เมืองพัทยา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำกำลังออกติดตามจนกระทั่งสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณหน้าโรงแรมในเมืองพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้นให้การสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จากนั้นจึงได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป