สืบภาค 2 ลาดตระเวนในโลกโซเชียลแกะรอยมิจฉาชีพออนไลน์ทลายขบวนการผลิต ‘ซิมเถื่อน’ เบอร์มงคล

9.11.21 | 12:13 น.

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผู้บังคับการกองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 2 (ผบก.สส.ภ.2) นําทีมสืบสวนของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร., บก.สส.ภ.2 และเจ้าหน้าที่ตํารวจ สภ.เมืองพิษณุโลก ร่วมกันจับกุม นายอนุวัติ พุ่มมา อายุ 32 ปี และ น.ส.ณภษร ขุนพารเพิง อายุ 33 ปี สองสามีภรรยาผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพิษณุโลก พร้อมของกลาง 1.คอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง ตรวจสอบแล้วพบข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของผู้ต้องหาตัดต่อบัตรประจําตัวประชาชน ประมาณ 15,600 ภาพ 2.เอกสารการลงทะเบียนเปิดเบอร์โทรศัพท์ที่ถูกปลอมแปลง 69 ฉบับ 3.บัตรประจําตัวประชาชนปลอม 68 ฉบับ (68 คน) 4.ซิมการ์ดผ่านการลงทะเบียนแล้วประมาณ 1,500 ซิมการ์ด โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม, ร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบ คอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สําหรับตน และร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยการหลอกลวงนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน”


พล.ต.ต.ธีรเดชกล่าวว่า ชุดลาดตระเวนออนไลน์ (ONLINE PATROL) ของ บก.สส.ภ.2 จัดตั้งตามแนวคิดของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ ตรวจสอบพบเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า “เบอร์มงคล รหัสเปลี่ยนชีวิต” พบว่าซิมการ์ดที่โพสต์ขายมีการจดทะเบียนโดยเจ้าตัวตกเป็นผู้เสียหายโดยไม่รู้เรื่อง จึงรายงานการสืบสวนให้เจ้าหน้าที่ตํารวจชุดสืบสวนของ ผบ.ตร. ร่วมกับบริษัทผู้ให้บริการดําเนินการตรวจสอบ ต่อมาประสานเจ้าหน้าที่ตํารวจ สภ.เมืองพิษณุโลก ร่วมทําการตรวจค้นพบของกลาง จากการตรวจสอบของกลางมีการตัดต่อปลอมแปลงภาพบัตรประชาชนเป็นเอกสารที่ตกค้างในบ้านพัก 54 ใบ และพบข้อมูลส่วนใหญ่ในคอมพิวเตอร์ของผู้ต้องหาที่มีการตัดต่อบัตรประจําตัวประชาชนไปแล้วมากถึง 10,600 ภาพ และข้อมูลการปลอมแปลงที่ตรวจพบเหล่านั้นตรวจสอบแล้วไม่พบว่ามีตัวตนในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของทางราชการเพราะถูกปลอมแปลงข้อมูลในบางส่วน สร้างความเสียหายกับประชาชนจํานวนมากถือเป็นภัยต่อความมั่นคงและทางสังคมเป็นอย่างยิ่ง ที่กลุ่มมิจฉาชีพจะซื้อนําไปใช้การ กระทําความผิดคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดประเภทอื่น

พล.ต.ต.ธีรเดชกล่าวอีกว่า ชั้นจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 ยอมรับว่า เป็นบุคคลตามหมายจับและให้การภาคเสธ โดยยอมรับว่าเอกสารบัตรประจําตัวประชาชนเป็นของปลอม โดยซิมเหล่านั้นขายให้กับกลุ่มคนในโลกออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก อาจจะมีกลุ่มมิจฉาชีพมาซื้อ โดยยอมรับว่าหมายเลขที่ตนขายไปจะถูกนําไปใช้ทําอะไรบ้างก็ไม่รู้ และจากการสืบสวนพบว่ามีบางเบอร์ขายในราคาสูงสุดถึง 270,000 บาท พล.ต.อ.สุวัฒน์มีการประสานงานร่วมกับผู้ให้บริการในการสืบสวนขยายผลต่อ และขอความร่วมมือให้ประชาชนตรวจสอบกับผู้ให้บริการโทรศัพท์โดยเร็วว่า ชื่อ-สกุลจริงของตนถูกใช้ลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์อื่นที่ไม่ใช่ของตนหรือไม่ และขอเตือนผู้ประกอบธุรกิจประเภทนี้ให้ตํารวจและผู้ให้บริการจะร่วมกันตรวจสอบอย่างจริงจัง หากตรวจพบจะดําเนินคดีตามกฎหมายทุกราย

พล.ต.ต.ธีรเดชกล่าวว่า “ขอเตือนภัยประชาชน การซื้อของออนไลน์เป็นช่องทางให้มิจฉาชีพนําข้อมูลไปใช้ในทางมิชอบ ให้ใช้ความระมัดระวังหากมีความจําเป็นที่จะต้องส่งข้อมูล บัตรประจําตัวประชาชน ให้ทําการขีดคร่อมหรือใส่ข้อความลายนํ้าพร้อมระบุข้อความให้ชัดเจนว่าใช้เพื่อการใด อย่าชะล่าใจ อย่าไว้ใจใครในโลกออนไลน์ ด้วยความปราถนาดีจากทีมลาดตระเวนออนไลน์ บช.ภ.2

Advertisement