ศบค.ไฟเขียวจัด ‘ลอยกระทง’ ภายใต้มาตรการทางสาธารณสุข

10.11.21 | 14:20 น.

ศบค.ไฟเขียวจัด ‘ลอยกระทง’ ได้ ภายใต้มาตรการทางสาธารณสุข ย้ำ รบ.มีมาตรการเข้ม สร้างความมั่นใจในการเปิดประเทศ

วันที่ 10 พฤศจิกายน2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.สุมนี วัชรสินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค ในฐานะผู้ช่วยรองโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. เปิดเผยถึง สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 24 ของโลก มาอย่างต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ โดยมีรายงานผู้ติดเชื่อรายใหม่ประจำวัน 6,978 ราย รักษาหายแล้ว 7,697 ราย และยังคงอยู่ในโรงพยาบาล 96,463 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยหนัก 1,877 ราย ส่วนผู้ที่ใส่เครื่องช่วยหายใจลดลง เหลือ 423 ราย


พญ.สุมนี กล่าวว่า สำหรับรายงานผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 62 คน คิดเป็นอัตราการเสียชีวิตที่ 1 % จำแนกเป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย เป็นคนไทย 58 ราย และชาวเมียนมา 4 ราย ยังคงเป็นกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 60 ปี และมีโรคประจำตัวกว่า 90% และมีรายงานพบว่า มีเด็กอีก 2 ราย และพบว่ามีรายงานจากภาคใต้ มากที่สุดจำนวน 23 คน

พญ.สุมนี กล่าวว่า ส่วนรายงานการตรวจ เอทีเค อยู่ที่ 44,490 ราย เป็นผลบวก 2,052 ราย คิดเป็นค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.61% ซึ่งการตรวจแบบชุดตรวจเอทีเคนั้น เป็นการตรวจที่ทราบผลไว สามารถดำเนินการได้เอง สำหรับคำแนะนำของการตรวจ ด้วย เอทีเคนั้น เหมาะสำหรับ ผู้ที่มีความเสี่ยงทั้งที่มีอาการหรือไม่มีอาการ หลังจากสัมผัสโรค 3-5 วัน หรือตามความจำเป็น ผู้ที่มีอาการต้องสงสัยติดเชื้อทางเดินหายใจ ได้แก่ อาการไข้ หรือวัดอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียส ขึ้นไป ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ ไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส หายใจเหนื่อยหรือหายใจลำบาก ตาแดง มีผื่น ถ่ายเหลว และกลุ่มเฝ้าระวังการติดเชื่อในสถานประกอบการ สถานบริการ หรือ สถานที่ต่างๆ (COVID free setting) โดยมีความถี่ของการตรวจตามข้อแนะนำ เบื้องต้นทุกสัปดาห์หรือถี่กว่านั้นตามความจำเป็น

พญ.สุมนี กล่าวว่า รายงานจำนวนผู้ติดเชื้อนั้น แบ่งเป็นสัดส่วน 67 จังหวัด คิดเป็น 62% กทม.และปริมณฑล 20% และชายแดนใต้ 18% ด้านแนวโน้ม ในช่วงวันที่ 1-9 พฤศจิกายนนั้น ในภาคกลาง ส่วนมีทิศทางลดลง โดยมีที่ต้องเฝ้าระวังการติดเชื้อในหลักหน่วย ถึงหลักสิบ ได้แก่ สิงห์บุรี และชัยนาท ภาคตะวันออก มีทิศทางลดลง เช่นกัน จังหวัดที่มีระดับผู้ติดเชื้อลดลงและทรงตัว ได้แก่ ปราจีนบุรี และสระแก้ว ภาคตะวันตก มีจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังคือ ประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากยังไม่มีทิศทางที่ลดลงอย่างชัดเจน

Advertisement

พญ.สุมนี กล่าวว่า ส่วนภาคใต้นั้น ในส่วนของจังหวัดฝั่งอ่าวไทย ที่มีแนวโน้มทรงตัว คือ สุราษฏ์ธานี และ พัทลุง ส่วนนครศรีธรรมราชได้ผ่านจุดสูงสูงไปแล้ว แต่ยังคงต้องเฝ้าระวัง ขณะที่ 4 จังหวัดชายแดนใต้นั้น ยังคงต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะ สงขลา และ ปัตตานี ด้านภาคใต้ฝั่งอันดามัน มี ระนอง และภูเก็ต ที่มีทิศทางลดลงอย่างชัดเจน สำหรับภาคเหนือตอนบนนั้น จังหวัดที่ยังพบผู้ติดเชื้อและยังไม่มีทิศทางลดลงที่ชัดเจน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน และ เชียงราย ภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ พิษณุโลก และภาคอีสาน ส่วนใหญ่เกือบทุกจังหวัดมีทิศทางลดลง

พญ.สุมนี กล่าวว่า 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ ได้แก่ 1.กทม. 864 ราย 2. สงขลา 479 ราย 3.เชียงใหม่ 380 ราย 4.ปัตตานี 356 ราย 5.สมุทรปราการ 233 ราย 6.นครศรีธรรมราช 224 ราย 7.ชลบุรี 203 ราย 8.ยะลา 202 ราย 9.นราธิวาส 192 ราย และ 10.สุราษฎ์ธานี 183 ราย โดยมีรายงานคลัสเตอร์ อาทิ โรงงานและสถานประกอบการ จาก กทม. เพชรบุรี ราชบุรี เชียงใหม่ สระแก้ว คลัสเตอร์ตลาด จาก กทม. เชียงใหม่ ชลบุรี คลัสเตอร์พิธีกรรมทางศาสนา งานบวชและงานทอดกฐิน จาก ยโสธร และร้อยเอ็ด คลัสเตอร์งานศพ จาก พะเยา สระแก้ว คลัสเตอร์ในเรือนจำ จากนครราชสีมา กทม.

พญ.สุมนี กล่าวว่า สรุปผลการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในไทยวันนี้ (10 พฤศจิกายน) เพิ่มขึ้น 792,255 โดส ทำให้มียอดสะสม 81,761,062 โดส แยกเป็น เข็มที่ 1 จำนวนเพิ่มขึ้น 239,164 ราย สะสม 44,355,673 ราย คิดเป็น 61.6% ของประชากร เข็มที่ 2 เพิ่มขึ้น 520,475 ราย สะสม 34,760,830 ราย คิดเป็น 48.3% และเข็มที่ 3 เพิ่มขึ้น 32,616 ราย สะสม 2,644,559 ราย คิดเป็น 3.7%

พญ.สุมนี กล่าวว่า จำนวนผู้เดินทางเข้าประเทศทางเครื่องบิน เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 มีจำนวน 2,779 คน จากท่าอากาสยานสุวรรณภูมิ และดอนเมือง 1,894 ราย ท่านอากาศยานภูเก็ต 807 ราย และท่าอากาศยานสมุย 78 ราย และโดยจำแนกตามการเข้าประเทศ ในรูปแบบไม่มีการกักกัน 2,114 ราย ในรูปแบบแซนบ็อกซ์ 530 ราย และรูปแบบเข้าพักในสถานกักกัน 135 ราย โดยมีรายงานว่าพบผู้ติดเชื้อ 3 ราย ทั้งนี้ ได้ดำเนินการตามนโยบายการเปิดประเทศ แล้ว 10 วัน โดยมีอัตราการติดเชื้อที่ต่ำมาก เนื่องจากรัฐบาลมีมาตรการเพื่อความปลอดภัยของประชาชนในประเทศ มีกระบวนการจัดระบบต่างๆในการรองรับทุกด้านอย่างเข้มงวด

“โดย โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ หรือ HITAP มี การสรุปผลการศึกษา กรณีระหว่างไทยกับสองคโปร์ ว่า ยิ่งมีระยะเวลาการเดินทางที่นาน ตจะทำให้มีความต้องการเดินทางลดลง เนื่องจากการลดเวลากักตัวเป็น การดึงดูนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ ให้เดินทางเข้ามามากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ส่วนนี้ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้คนไทยว่า นักท่องเที่ยวที่เข้ามาจะปลอดภัย ในขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวก็ต้องการความเชื่อมั่นดังนั้น ไทยก็ต้องสร้างความมั่นใจ จึงมีมาตรการทางสาธารณสุข และได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เข้มงวดเช่นกัน เพื่อให้แผนการเปิดประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น” พญ.สุมนี กล่าว

พญ.สุมนี กล่าวว่า กรณีศบค.จะมีข้อสรุปอนุญาตให้สามารถจัดงานวันลอยกระทงได้หรือไม่ ว่า จากที่ประชุมศบค.ชุดใหญ่ครั้งล่าสุดที่ผ่านมา ได้มีมติให้สามารถจัดงานเทศกาลลอยกระทงตามประเพณีได้ แต่แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือแบบแรกถ้าเป็นการจัดงานขนาดเล็กในระดับบุคคลหรือในครอบครัวสามารถดำเนินการได้ภายใต้มาตรการ Universal Prevention ส่วนอีกแบบการจัดงานเทศกาลขนาดใหญ่แบบอีเว้นต์ เช่น การจัดงานลอยกระทงที่จังหวัดสุโขทัย หรือที่จังหวัดเชียงใหม่เทศกาลลอยยี่เป็ง เป็นต้น จะต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดนั้นๆโดยให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดหรือคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพฯ กำกับดูแลการจัดงานในภาพรวมในพื้นที่

“โดยนอกจากผู้จัดงานจะต้องมาขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดแล้ว คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดจะต้องกำกับดูแลทั้งส่วนผู้ที่มาขอจัดงาน และผู้ที่ไม่ได้มาขอจัดงานในระดับเล็กด้วย โดยให้ยึดถือแนวทางและมาตรการตามที่กระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงหน่วยงานเกี่ยวข้องได้หารือร่วมกันและศบค.เห็นชอบ ซึ่งสามารถใช้ได้ทุกจังหวัดไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) หรือพื้นที่ควบคุม (สีแดง) หรือพื้นที่อื่นๆสามารถจัดได้ทุกพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 12 พฤศจิกายน จะมีการประชุมศบค.ชุดใหญ่เพื่อพิจารณามาตรการที่ประชุมศบค.ได้ออกไปก่อนหน้านี้ เนื่องจากครบ 2 สัปดาห์ที่ต้องพิจารณาที่ออกไป” พญ.สุมนี กล่าว