ลุงวัย 67 ปี ฉุนวงเปตองขวางทางเข้าบ้าน ชักปืนยิงดับ 2 ศพ เจ็บ 1 จะยิงตัวตายตามแต่ปืนขัดลำกล้อง
เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ต.ท.ประพฤทธิ์ เพชรพลอย รอง ผกก.(สอบสวน)สน.บางขุนนนท์ รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกยิงด้วยอาวุธปืนเสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 1 ราย ภายในบ้าน ซ.อำนวยผล 8 แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบก่อนรุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์นิติเวชฯ รพ.วชิระ อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง
ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียวพบศพ นายสมัชฌ์ สงวนนามสกุล อายุ 40 ปี ถูกยิงเข้าที่หน้าอก 3 นัด นอนเสียชีวิต ส่วนบริเวณหน้าบ้านกลางถนนพบศพ ร.ต.ทำนุ สงวนนามสกุล อายุ 61 ปี ถูกยิงที่ศีรษะเสียชีวิต และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บทราบชื่อต่อมา น.อ.สันชัย สงวนนามสกุล อายุ 59 ปี โดนยิงกลางหลัง ถูกนำตัวส่ง รพ.ศิริราช ส่วนตัวผู้ก่อเหตุคือนายธุรการ ยังบรรเทา อายุ 67 ปี ได้พยายามยิงตัวเองเพื่อหนีความผิด แต่ปืนขัดลำกล้อง จึงรอมอบตัวกับทางตำรวจ

พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.น. ที่เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ระบุจากการสอบสวนทราบว่า เมื่อช่วงเย็นลูกชายนายธุรการ ได้ขับรถยนต์เข้ามาเพื่อจะเข้าบ้านพักที่อยู่ด้านใน เมื่อถึงจุดเกิดเหตุ เห็นกลุ่มผู้ตายกำลังเล่นเปตองกันอยู่ จึงบอกว่าจะขอขับผ่านเข้าไป แต่ฝ่ายกลุ่มผู้ตายบอกให้หยุดรอก่อน เนื่องจากใกล้จบเกมแล้ว และไม่อยากเคลื่อนย้ายลูกเหล็ก จนกระทั่งเกิดปากเสียงกันอย่างรุนแรง
ขณะนั้นกลุ่มผู้ตายพยายามเดินปรี่เข้ามา ลูกชายของนายธุรการจึงรีบขับรถฝ่าเข้าไปภายใน ก่อนจะเข้าบ้านและไปบอกนายธุรการ และเมื่อทราบเรื่อง นายธุรการก็ได้เอ่ยขึ้นมาว่า ปัญหาแค่นี้ทำไมไม่จบไม่สิ้นสักที หลังจากนั้นจึงคว้าอาวุธปืน Sig sauer p 220 ขนาด 9 มม. เพื่อออกไปแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่เมื่อออกไปพูดคุยกลับถูกต่อว่าด่าทอ ถูกกลุ่มผู้ตายดูถูก จึงใช้ปืนยิง ร.ต.ทำนุ เสียชีวิตกลางถนน จากนั้นตามไปยิง น.อ.สันชัย ได้รับบาดเจ็บที่กลางหลัง และยิงนายสมัชฌ์ที่กลางอกจนเสียชีวิต
พล.ต.ต.โชคชัยเผยอีกว่า ทั้งนี้จากการสอบสวนเพิ่มเติมทราบว่า กลุ่มผู้ตายกับผู้ก่อเหตุ เป็นเครือญาติกัน และมีปัญหาเรื่องการแบ่งที่ดินในจุดดังกล่าวมานานหลายปี ซึ่งขณะนี้เรื่องอยู่ในชั้นศาลอีกหลายคดี ยังไม่เสร็จสิ้นขั้นตอนแต่อย่างใด
เบื้องต้น ตำรวจแจ้งข้อหา ฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน พาพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร, ยิงปืนในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ก่อนนำตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

