ผับ-บาร์-โอเกะ เลื่อนเปิดไป 16 ม.ค. มติ ศบค.ลดพื้นที่แดงเข้มเหลือ 6 จว.

13.11.21 | 08:57 น.

ผับ-บาร์-โอเกะ เลื่อนเปิดไป 16 ม.ค. มติ ศบค.ลดพื้นที่แดงเข้มเหลือ 6 จว. บิ๊กตู่ยันฉีดวัคซีน 100 ล้านโดสใน พ.ย.

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. เปิดเผยภายหลังการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า สธ.กำหนดพื้นที่สีใหม่ พิจารณาจากหลายปัจจัยและไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก มีเพียง จ.จันทบุรี มาอยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด หรือพื้นที่สีแดงรวม 39 จังหวัด ส่งผลให้พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือพื้นที่สีแดงเข้มจากเดิมมี 7 จังหวัด เหลือ 6 จังหวัดคือ ตาก นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา นอกนั้นคงเดิมทั้งหมด

นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า มาตรการป้องกันยังคงเดิม การห้ามออกนอกเคหสถานหรือเคอร์ฟิวในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ต้องยืดออกไปอีก 15 วัน ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 ส่วนการเปิดสถานบันเทิงผับ บาร์ คาราโอเกะ เดิมมีการหารือว่าอาจจะเปิดให้บริการในเดือนธันวาคมนี้นั้น ทาง สธ.ได้นำเรื่องเข้าพิจารณาร่วมกับคณะกรรมการหลายภาคส่วน และนำเสนอให้ที่ประชุมพิจารณา ขอเลื่อนการเปิดในเดือนธันวาคมออกไปก่อน เพราะยังมีข้อกังวล ทั้งการระบายอากาศ พื้นที่ใกล้ชิด ความแออัด ต้องใช้มาตรการควบคุมอย่างสูง โดยที่ประชุมขอใช้เวลาตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 – 15 มกราคม 2565 เตรียมความพร้อม โดยกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงคมนาคม สธ. ผู้ประกอบการ ตั้งทีมประเมินจัดทำมาตรการมาตรฐาน เพื่อจะสามารถเปิดสถานบันเทิงได้วันที่ 16 มกราคม 2565 แต่อาจจะเปิดได้เฉพาะพื้นที่เฝ้าระวังสูง พื้นที่เฝ้าระวัง พื้นที่นำร่องการท่องเที่ยวที่มีความร่วมมือสูง หรือความเสี่ยงไม่มาก

“นอกจากนี้ที่ประชุมยังหารือกรณีการแข่งขันกีฬาชนไก่ ชนวัว แข่งม้า อาจมีประเด็นแฝงในเรื่องการพนัน ทำให้เกิดการแพร่ระบาด ที่ประชุมรับทราบถึงความเดือดร้อน ไม่อยากให้เกษตรกรหรือผู้ที่เกี่ยวข้องต้องได้รับความเดือดร้อน มอบให้ มท.ร่วมกับ สธ. พิจารณามาตรการควบคุมโรค เพื่อให้สามารถเปิดกิจการกิจกรรมเหล่านี้โดยขอให้พิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย” โฆษก ศบค.กล่าว

นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สธ.รายงานให้ที่ประชุมรับทราบผลการฉีดวัคซีน ช่วงตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ -11 พฤศจิกายน พบว่ามีผู้ได้รับวัคซีนไปแล้ว 83.3 ล้านราย เป็นเข็ม 1 จำนวน 44.8 ล้านราย เข็ม 2 จำนวน 35.8 ล้านราย และเข็ม 3 จำนวน 2.7 ล้านราย เป็นชาวต่างชาติ 2.19 ล้านโดส เด็กอายุ 12-18 ปี 4.3 ล้านโดส ส่วนการกระจายไปยังจังหวัดต่างๆ พบว่าจังหวัดที่ได้รับการฉีดวัคซีนต่ำกว่า 40% 3 จังหวัด คือ นครพนม บึงกาฬและหนองบัวลำภู ฉีดได้ 40-49% 35 จังหวัดฉีดได้ 50-69% 30 จังหวัด

และจังหวัดที่ฉีดวัคซีนได้ 70% ขึ้นไปมี 9 จังหวัด คือ ปทุมธานี สมุทรสาคร สงขลา เชียงใหม่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ชลบุรี ภูเก็ต และฉะเชิงเทรา และในเดือนธันวาคมนี้จะได้รับบริจาควัคซีนเข้ามาอีก 24 ล้านโดส เพราะฉะนั้นวัคซีนมีเพียงพอ ตั้งเป้าว่าภายในพฤศจิกายน 2564 ต้องฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 70% และสิ้นปีนี้ต้องฉีดได้ 80% ของประชากรทั้งหมด รวมถึงจะมีการฉีดให้ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เพื่อลดอัตราการเจ็บป่วย และให้มั่นใจในการเปิดกิจการกิจกรรม

Advertisement

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์กล่าวในที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ว่า ได้ประกาศในที่ประชุมเอเปคว่า ตราบใดที่โรคโควิด-19 ยังอยู่ เราต้องอยู่กับมันให้ได้ภายใต้มาตรการครอบจักรวาล และมาตรการ DMHTT และการดำเนินกิจการต่างๆ จะต้องมีการอนุมัติคัดกรองเฝ้าระวัง เพราะเราจะย้อนกลับไปอยู่ที่เดิมไม่ได้อีกแล้ว พร้อมย้ำทุกคนจะต้องระมัดระวังเป็นที่สุด ส่วนเรื่องของการฉีดวัคซีน มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทำได้ตามเป้าหมาย โดยแจ้งในที่ประชุมเอเปคไปแล้วว่าสามารถฉีดวัคซีนไปแล้ว 83 ล้านโดส และคาดว่าสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้ สามารถฉีดวัคซีนได้ 100 ล้านโดส และมีวัคซีนสำหรับปี 2565 จะมีการหารือเรื่องยี่ห้อของวัคซีนอีกครั้งหนึ่ง ต้องหาข้อมูลทางสถิติ เพื่อพิจารณาว่ายี่ห้อใดมีภูมิต้านทานมากน้อยเท่าไหร่