ภาค1 จับผู้ต้องหาลักลอบลําเลียงกัญชา น้ำหนัก 468 โล

15.11.21 | 15:48 น.

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ที่ตำรวจภูธรภาค1 พล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.พีระพงศ์ วงษ์สมาน รอง ผบช.ฯ ปฏิบัติราชการ ภ.1, พล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติ ผบก.ภ.จว.สระบุรี พร้อมด้วยของกลาง กัญชาบรรจุอยู่ภายในกระสอบถุงปุ๋ย ห่อด้วยถุงพลาสติกสีดํา พันทับด้วยพลาสติกใส จํานวน 13 กระสอบ ประมาณ 468 กก.โดยแต่ละกระสอบจะมียาเสพติด ให้โทษประเภท 5 (กัญชา) พันทับด้วยกระดาษฟอยล์ สีทอง จํานวนกระสอบละ 36 ก้อน ซึ่งตรวจ ค้นพบอยู่ภายในกระบะ บรรทุกท้ายรถยนต์ ทะเบียน บร 23พระนครศรีอยุธยา โทรศัพท์มือถือ จํานวน 2 เครื่อง รถยนต์กระบะ สีดํา ทะเบียน บร 239 พระนครศรีอยุธยา รถยนต์ สีเทา ติดแผ่นป้ายทะเบียนหลังสีแดง หมายเลข ก-6969 กําแพงเพชร แผ่นป้ายทะเบียน 8 กฒ 2434 กรุงเทพมหานคร


โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) ไว้ในความครอบครองเพื่อจําหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาต”

โดยเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน เจ้าหน้าที่ตํารวจชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับพลเมืองดี ทราบว่านายธนาธิปหรือเจสีเหลือง และ นายสุวิชา หรือแป็บซี่ จางวาง จะลําเลียงยาเสพติด โดยใช้รถยนต์กระบะ สีดํา ทะเบียน บร 239 พระนครศรีอยุธยา และนายสุวิชา หรือแป็บซี่ จะใช้รถยนต์ สีเทา ทะเบียน 8 กฒ 2434 กรุงเทพมหานคร ในการลําเลียงยาเสพติด ซึ่งจะใช้เส้นทางถนนพหลโยธิน โดยจะผ่านอําเภอวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ตํารวจกระจายกําลังซุ่มดูริมถนนพหลโยธิน จนกระทั่งพบรถยนต์ สีเทา ไม่ติด แผ่นป้ายทะเบียนด้านหน้า ส่วนด้านหลังติดแผ่นป้ายทะเบียนสีแดง หมายเลข ก-6969 กําแพงเพชร (ผู้ต้องหาที่ 2 เป็นผู้ขับ) จากนั้นพบรถยนต์กระบะ สีดํา ทะเบียน บร 239 พระนครศรีอยุธยา ขับตามมา (ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นผู้ขับ)

ตํารวจจึงสะกดรอยติดตามไปจนกระทั่งรถยนต์ทั้งสองคันหยุดบริเวณริมถนนสุขาภิบาล 7 อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา จึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตํารวจ และแสดงความประสงค์เพื่อ ขอตรวจค้นรถยนต์ทั้ง 2 คัน ผลการตรวจค้น พบยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) ซึ่งบรรจุอยู่ ภายในกระสอบถุงปุ๋ย ห่อด้วยถุงพลาสติกสีดํา พันทับด้วยพลาสติกใส จํานวน 13 กระสอบ (ประมาณ 468 กิโลกรัม) โดยแต่ละกระสอบจะมียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) พันทับด้วยกระดาษฟอยล์ สีทอง จํานวนกระสอบละ 36 ก้อน ตามของกลาง ลําดับที่ 1 อยู่ภายในกระบะบรรทุกท้ายรถยนต์ สีดํา คันดังกล่าว จึงควบคุมตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลางมาส่งพนักงานสอบสวน สภ.พระอินทร์ราชา เพื่อดําเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Advertisement