‘อนุทิน’ เผย ‘นายกฯ’ สั่งผ่านไลน์ ขอร้องอีก 11 ล้านคน เข้ารับวัคซีนภายใน 15 ธ.ค. ยันไม่บังคับ-ไม่ออก กม.
เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ สธ. ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมการเปิดประเทศภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือถือว่าควบคุมสถานการณ์โควิด-19 ได้ดี ขณะนี้ต้องเร่งการฉีดวัคซีนโควิด-19 เพิ่มเข้าไป ซึ่งไทยยังมีผู้ไม่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 ประมาณ 11 ล้านคน ก็มีจำนวนหนึ่งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ผู้สูงอายุ
“โดยเราก็ส่งทีมเชิงรุก เข้าไปให้บริการถึงชุมชน ลดการเดินทางมา ทั้งนี้ การเปิดประเทศเป็นสิ่งที่เราดำเนินการอยู่แล้ว แต่จังหวัดใดมีความพร้อมเปิดอย่างไร ขึ้นอยู่กับแนวทางของผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ที่มีนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) เป็นเลขานุการฯ พิจารณาผ่อนคลายมาตรการต่างๆ เช่น อัตราการฉีดวัคซีนในจังหวัด” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้ ประเทศไทยฉีดวัคซีนแล้ว 86 ล้านโดส โดยผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 มีประมาณ 11 ล้านคน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วง ได้ไลน์มากำชับด้วยตัวเอง ตนจึงมอบหมายให้กรมควบคุมโรค เร่งฉีดวัคซีนให้แล้วเสร็จในวันที่ 15 ธ.ค.64 ทั้งนี้ ไม่ได้เป็นการกดดันคนทำงาน เพราะที่ผ่านมาอัตราการฉีดวัคซีนของไทยเฉลี่ยวันละ 7-8 แสนโดส และวัคซีนก็มีเพียงพอต่อการฉีด ดังนั้น การฉีด 11 ล้านคน ใน 30 วัน ก็จะเฉลี่ยวันละ 3 แสนคน
“วันนี้ศักยภาพในการฉีดวัคซีนของสถานพยาบาล ไม่ได้มีปัญหาเลย แต่ปัญหาคือ การค้นหา คนที่ยังไม่ได้ฉีด ให้มาฉีด ต้องเร่งทำความเข้าใจให้ประชาชน ขอให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) พาไปฉีด โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่อยากฉีด เพราะคิดว่าไม่ได้ออกไปเจอใคร แต่เราก็จะยกตัวอย่างเช่น จ.เชียงใหม่ ที่ผู้สูงอายุฉีดวัคซีน ไม่ได้ออกไปไหน แต่ก็รับเชื้อมาจากผู้ดูแลได้ แต่เมื่อรับวัคซีน อาการก็ไม่รุนแรง ลดการเสียชีวิต จึงอยากให้คนที่มีข้อจำกัดในการรับวัคซีน ซึ่งอยู่ใน 11 ล้านคนสุดท้าย ได้เข้าใจ คลายความกังวล และเข้ารับวัคซีนกันทุกคน รวมถึงผู้ที่อยู่นอกสิทธิในประเทศด้วย หากฉีด 11 ล้านคนนี้ได้ ประเทศไทยถือว่าเราฉีดวัคซีนแทบทุกคน ในทางประชาสัมพันธ์เราจะบอกได้ว่า ไทยเราจะฉีดวัคซีนครบ 100% ที่มากกว่าภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd immunity) ตามหลักระบาดวิทยา แต่เรามีวัคซีนพร้อมฉีดครบตามความต้องการของประชากร ซึ่งจะทำให้สังคมโลกมองเห็นว่าไทยเราซีเรียสเรื่องการดูแลประชาชนในประเด็นโควิด-19 และศักภาพการจัดหาวัคซีน ความสามารถบุคคลกรสาธารณสุข มันเป็นสถิติที่ควรทำเอาไว้” นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการวิพากษ์ วิจารณ์การจำกัดสิทธิของบุคคลด้วยการบังคับให้รับวัคซีนโควิด-19 เช่น การไม่ให้เข้าร้านอาหาร หรือเป็นเงื่อนไขในการสมัครงาน นายอนุทิน กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่ได้บังคับฉีดวัคซีน แต่ขอความร่วมมือ แสดงให้เห็นประโยชน์ว่าเพิ่มความปลอดภัยให้ตนเองอย่างไร
“ส่วนกรณีดังกล่าว ผมเพียงยกตัวอย่างขึ้นมาว่า การไม่รับวัคซีนก็อาจเจอมาตรการสังคมโดยที่ไม่ทันตั้งตัว เพราะเป็นสิทธิของแต่ละคน เช่น หากเป็นเจ้ากิจการ ที่พนักงานในร้านฉีดวัคซีนแล้ว ก็พร้อมให้บริการเฉพาะผู้ได้รับวัคซีน หรือการสมัครงาน ที่เราต้องการจะผ่อนคลายให้เปิดกิจการได้มากขึ้น เช่น พนักงานบริการ ในผับบาร์ ร้านอาหาร ซึ่งเป็นสิทธิของผู้ประกอบการที่จะรับพนักงานที่ได้รับวัคซีนแล้ว ซึ่งก็เหมือนกับในหลายๆ ประเทศ ดังนั้น หากคนในประเทศฉีดวัคซีนมากแล้ว วันหนึ่งเราก็จะเจอมาตรการเช่นนี้ เขาไม่ได้รังเกียจ แต่เขาไม่ต้องการรับความเสี่ยง โดยอย่าลืมว่า วัคซีนป้องกันป่วยหนักและเสียชีวิต แต่ไม่ได้ป้องกันติดเชื้อ ดังนั้น คนที่ฉีดแล้ว ก็ไม่สบายใจที่จะไปอยู่ใกล้ชิดกับคนที่ยังไม่ฉีด ซึ่งเราไม่ต้องการให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และวัคซีนที่เราฉีดกว่า 86 ล้านเข็ม ก็ไม่มีผลทางลบใดๆ ตรงกันข้าม การติดเชื้อ การเสียชีวิตลดลง ผู้คนเริ่มใช้ชีวิตปกติมากขึ้น มีแต่ปัจจัยบวก เพียงแต่จะเป็นเงื่อนไขสังคม และกติการที่ไม่ต้องตรากฎหมาย ถึงเวลาสังคมมนุษย์ก็จะมีกติการที่จะอยู่ร่วมกันด้วยความสบายใจ” นายอนุทิน กล่าว

รัฐมนตรีว่าการ สธ. กล่าวว่า ขณะเดียวกันก็พยายามที่จะฉีดวัคซีนให้เป็นตามความประสงค์ของประชาชน แต่ทุกอย่างอยู่บนหลักเหตุผล คือ วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เข็มที่ 2 ห่างจากเข็มที่ 1 ถึง 12 สัปดาห์ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้วัคซีนสูตรไขว้ซิโนแวค ตามด้วยแอสตร้าฯ ที่ลดเวลารับวัคซีนเข็มที่ 2 ลงได้ และผลศึกษาพิสูจน์แล้วว่า ระดับภูมิคุ้มกันโรคมากกว่าการฉีดคู่เดิม ยิ่งเป็นสิ่งที่ให้คนควรฉีดตามหลักที่แพทย์แนะนำ
เมื่อถามถึงวันที่เกิดวาทกรรม “วัคซีนเต็มแขน” ในวันนี้ส่วนตัวคิดว่าทำได้ตามเป้าหมายแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนแรกตั้งใจฉีดใน 35 ล้านประชากร หรือ 70 ล้านโดส แต่ขณะนี้ฉีดเป้าหมายใหม่ว่า ภายในสิ้นปีนี้จะฉีดได้ 100 ล้านโดส ก็ต้องถือว่า “เต็มแขน”
“เพราะตอนนี้เดินไปที่ไหน ถามใคร เช่น พี่น้องคนขับแท็กซี่ สามล้อ หากฉีดแล้วเราก็ดีใจกับเขาด้วย แต่หากยังไม่ฉีดเราก็ต้องบอกให้เขาไปฉีด ฉะนั้น คำว่าวัคซีนเต็มแขน อธิบายด้วยตัวมันเอง” นายอนุทิน กล่าว


