เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม นพ.วินัย สวัสดิวร อดีตเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงกรณีกรมบัญชีกลางเตรียมให้ประกันเอกชนมาบริหารกองทุนสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ 60,000 ล้านบาท ว่า ในฐานะเป็นข้าราชการบำนาญของกรมการแพทย์ มองว่าหากจะมีการปรับเปลี่ยนดังกล่าว ต้องไม่ใช่เพราะควบคุมค่าใช้จ่าย แต่ต้องทำเพื่อให้ข้าราชการได้รับการบริการด้านสุขภาพที่ดี เข้าถึงการบริการ และต้องไม่ทำให้ข้าราชการส่วนหนึ่งรู้สึกทนไม่ไหวจากการรับบริการสาธารณสุข จนต้องหนีไปรับบริการโรงพยาบาลเอกชน จนกลายเป็นหนี้เป็นสิน ซึ่งปัจจุบันยังมีอยู่ แต่การปรับเปลี่ยนต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ได้
นพ.วินัยกล่าวอีกว่า การปฏิรูปสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการนั้น ต้องให้เข้าถึงประโยชน์ต่อตัวข้าราชการได้จริง และระบบบริการต้องมีคุณภาพ มีความปลอดภัย การพัฒนาต้องให้ข้าราชการได้รับความสะดวกในการเข้ารับบริการทางการแพทย์ ไม่ใช่ต้องไปรอคิวจนข้าราชการหลายคนทนไม่ไหว ยอมไปรับการรักษาใน รพ.เอกชน และจ่ายค่ารักษาพยาบาลจนเป็นหนี้ ซึ่งที่ผ่านมามีส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เป็นข้าราชการบำนาญ อยากให้คงสิทธิเดิมไว้ คือ 1.ต้องรักษาได้ทุกโรค ค่าใช้จ่ายในการตรวจรักษาต้องไม่มีเพดาน และต้องไม่มีเงื่อนไขว่า หากป่วยก่อนที่จะเป็นข้าราชการ หรือก่อนได้สิทธิ จะไม่เข้าเกณฑ์การรักษาพยาบาล ซึ่งตรงนี้น่าห่วง เนื่องจากประกันเอกชนเป็นที่ทราบว่า เมื่อเราทำประกันสุขภาพจะมีผลหรือสามารถใช้สิทธิได้จะต้องไม่ป่วยก่อน กล่าวคือ หากป่วยหลังจากทำประกันก็จะสามารถใช้สิทธิเบิกเงินได้นั่นเอง
“ในกรณีของสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ต้องไม่เข้าเกณฑ์เหมือนทำประกันสุขภาพทั่วไป เพราะจะเป็นการลดสิทธิลง แต่ต้องให้สามารถรับบริการได้เหมือนเดิม รวมทั้งกรณีพ่อแม่ของข้าราชการด้วย เช่น ลูกเป็นข้าราชการ พ่อแม่ต้องได้รับสิทธิการรักษาพยาบาล แม้พ่อแม่จะป่วยเป็นโรคมะเร็ง หรือโรคหัวใจก็ต้องได้รับการรักษาตามสิทธิข้าราชการตามเดิม ดังนั้น หากจะให้เอกชนทำก็ต้องยึดสิทธิเดิม และสามารถไปใช้ รพ.ที่ไหนก็ได้ของรัฐ” นพ.วินัยกล่าว
ข้าราชการบำนาญกล่าวอีกว่า 2.ไม่ต้องสำรองจ่าย หรือยังคงให้ใช้ระบบจ่ายตรงตามเดิม เพราะปัจจุบันข้าราชการทุกคนใช้สิทธิตรงนี้ได้ ดังนั้น หากจะเปลี่ยนรูปแบบก็ต้องให้ได้ใช้สิทธิตามเดิมด้วย และต้องไม่มีเพดานกำหนด คือ ต้องไม่ลดสิทธิเดิมนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ขอเรียกร้องให้ทางสมาคมพิทักษ์สิทธิข้าราชการ ซึ่งเป็นตัวแทนของข้าราชการทั้งหมดช่วยติดตามเรื่องนี้ และช่วยพิทักษ์สิทธิข้าราชการโดยรวมด้วย

