ภาพรวมภูมิคุ้มกันโควิดไทย 58.7% ปลัด สธ.เล็งเจาะเลือดตรวจเพิ่มทั่วไทย
เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า จากการสำรวจหาภูมิคุ้มกัน หรือแอนติบอดี้ในคนไทย จำนวน 26,717 ตัวอย่าง ช่วงเดือน พ.ย.64 พบว่า มี 3-4 เขตสุขภาพที่สุ่มตรวจพบคนติดเชื้อไม่รู้ตัว มากกว่าคนติดเชื้อที่อยู่ในระบบ แต่ภาพรวมก็ถือว่าต่ำ ยกตัวอย่าง เขตสุขภาพที่ 10 พบติดเชื้อในระบบร้อยละ 0.3 แต่เมื่อสุ่มตรวจพบติดเชื้อเพิ่มมาอีกร้อยละ 0.5 ซึ่งรวมแล้วร้อยละ 0.8 แต่สำหรับเขตสุขภาพที่ 12 ตรวจพบเชื้อในระบบ ร้อยละ 3.6 แต่เราตรวจเจออีกประมาณร้อยละ 5-6 ที่ติดเชื้อไม่รู้ตัว สิ่งเหล่านี้จึงต้องส่งสัญญาณ
“กรณีติดเชื้อไม่รู้ตัวอาจไม่ใช่ไม่รู้ตัวจริงๆ แต่เป็นไปได้ที่มาจากการตรวจเชื้อด้วย ATK แล้วผลเป็นบวก และเข้าระบบกักที่บ้าน (Home Isolation) ช่วงนั้นไม่มีการรายงาน ขณะที่โดยหลักกรณีคนตรวจ ATK เป็นบวกและเข้าอยู่ในศูนย์กักกันชุมชน (Community Isolation) หรือ รพ. เมื่อตรวจ ATK แล้วก็จะตรวจ RT-PCR ซ้ำอีกครั้ง ซึ่งตรงนี้จะมีการรายงานเข้ามาในระบบ ดังนั้น กรณีติดเชื้อไม่รู้ตัวส่วนหนึ่งอาจมาจากตรวจ ATK เป็นบวกแล้วรักษาตัวที่บ้านก็เป็นได้ เพราะไม่ได้ตรวจ RT-PCR ซ้ำ ซึ่งได้รับรายงานจากภาคใต้ว่าส่วนหนึ่งมาจากจุดนี้ และก็มีส่วนหนึ่งที่ติดเชื้อแล้วไม่ทราบว่าติด” นพ.ศุภกิจกล่าว
อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์กล่าวอีกว่า อย่างหลายประเทศพบติดเชื้อร้อยละ 10 แต่เมื่อมีการตรวจแอนติบอดี้ขึ้นเป็นร้อยละ 80 ก็มี ประเทศพวกนี้ข้อสังเกตคืออัตราป่วยตายจะสูง
“ส่วนไทยที่คนตั้งข้อสังเกตว่า ป่วยลดเหลือ 4-5 พันรายจริงหรือไม่ ก็ต้องดูคนเสียชีวิต หากเสียชีวิตเป็น 100 ราย ก็ไม่จริง แต่นี่ลงมาด้วยกัน จึงเชื่อได้ว่าข้อมูลขณะนี้สถานการณ์ประเทศไทย หากไม่มีอะไรซ้ำเติมก็ถือว่าค่อนข้างลง” นพ.ศุภกิจกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าการประชุมอีโอซีเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ปลัด สธ.กำชับเรื่องอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นพ.ศุภกิจกล่าวว่า ปลัด สธ.อยากให้มีการตรวจในจังหวัดที่มีการฉีดวัคซีนต่ำ ก็ต้องไปพิจารณา รวมทั้งอยากให้มีการตรวจภูมิคุ้มกันข้อมูลประชากรกว้างขึ้นและละเอียดมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหากรณีข้อมูลการฉีดวัคซีนของแต่ละพื้นที่จริงหรือไม่ อย่าง กรุงเทพมหานคร ฉีดวัคซีนมากกว่าร้อยละ 100 แต่จริงๆ อาจไม่ใช่ เพราะคนในจังหวัดใกล้เคียงมาฉีดในกรุงเทพฯ ก็มี ตรงนี้แก้ไขได้ด้วยการอาจต้องใช้ข้อมูลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เนื่องจาก สปสช.มีระบบให้คนย้ายสิทธิเลือก รพ.ได้ โดยไม่จำเป็นต้องตามทะเบียนบ้าน แต่ให้สิทธิตามสถานที่อยู่ และอีกทางคือ พื้นที่นั้นๆ มีการสำรวจ โดยอาจอาศัยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ช่วยสำรวจประชากรที่อยู่จริง เป็นต้น เพื่อหาตัวเลขการฉีดวัคซีนจริง
“รวมทั้งปลัด สธ.ได้ฝากว่า เป็นไปได้หรือไม่ในการตรวจแอนติบอดี้ทุกคน ไม่ต้องถามว่าใครฉีดวัคซีนหรือไม่ฉีด แต่ตรวจให้หมด ซึ่งตรงนี้ก็ต้องพิจารณา และเตรียมความพร้อม เนื่องจากข้อมูลจะเยอะมาก โดยกรมวิทยาศาสตร์จะมีการวางแผนเรื่องนี้อย่างละเอียด เนื่องจากการตรวจภูมิคุ้มกัน หรือแอนติบอดี้ต้องตรวจจากเลือด ก็ต้องเตรียมพร้อมอย่างครบวงจร ทั้งการลงพื้นที่ไปตรวจและการบริหารจัดการ” นพ.ศุภกิจกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าข้อมูลจากกรมควบคุมโรคที่รายงานอัตราการติดเชื้อด้วยการตรวจ RT-PCR ในประเทศไทย จากประชากร 72 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 2.6 ขณะที่กรมวิทยาศาสตร์เผยผลการสำรวจหาภูมิคุ้มกันในผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน และไม่เคยตรวจวินิจฉัยว่าติดเชื้อมาก่อน หรือติดเชื้อไม่รู้ตัว 12 เขตสุขภาพ พบว่ามีร้อยละ 1.4 และอัตราการฉีดวัคซีนในพื้นที่ 13 เขตสุขภาพ เฉลี่ยร้อยละ 54.7 เมื่อนำทั้ง 3 สัดส่วนมาคำนวณทางคณิตศาสตร์ก็จะเป็นภาพรวมภูมิคุ้มกัน 13 เขตสุขภาพ เบื้องต้นประมาณร้อยละ 58.7 ของจำนวนประชากรพื้นที่ที่สำรวจ

