คุณจำนูญทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารจำนวนหนึ่ง มีคุณจำเริญเป็น
ผู้ค้ำประกัน ต่อมาคุณจำนูญได้ขอเบิก
เงินเกินบัญชีอีกจำนวนหนึ่ง ครั้งหลังนี้มีคุณจำรัสเป็นผู้ค้ำประกัน
คุณจำนูญได้เบิกเงินเกินบัญชีไปจำนวน 104,585.33 บาท แล้วไม่ชำระ
ธนาคารจึงมาฟ้องคดี ขอให้บังคับทั้ง 3 ชำระหนี้นั้นมา
ทั้งคุณจำนูญ คุณจำเริญและคุณจำรัสต่อสู้คดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณจำเริญต่อสู้ว่า ธนาคารยอมให้คุณจำรัสมาค้ำประกันโดยไม่แจ้งให้คุณจำเริญทราบและไม่ได้รู้เห็นยินยอมด้วย คุณจำเริญจึงพ้นจากความรับผิดต่อธนาคาร เพราะธนาคารได้เปลี่ยนตัวผู้ค้ำประกันใหม่แล้ว
ภายหลังสืบพยานโจทก์ได้ 1 ปาก คุณจำรัสยอมใช้เงินให้โจทก์ 20,000 บาท ธนาคารยอมรับและถอนฟ้องคุณจำรัสไป
สำหรับคุณจำเริญตกลงกันไม่ได้จึงพิจารณาคดีกันต่อไป
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คุณจำนูญใช้ต้นเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีให้ธนาคารเป็นเงิน 46,647.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี หากธนาคารให้คุณจำเริญรับผิดก็ให้คุณจำเริญใช้เงินกู้เบิกเกินบัญชีแก่ธนาคารเพียง 14,516.56 บาท
คุณจำเริญอุทธรณ์
ศาลชั้นอุทธรณ์พิพากษายืน
คุณจำเริญฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ธนาคารให้คุณจำรัสเข้าค้ำประกันคุณจำนูญ หาทำให้คุณจำเริญพ้นความรับผิดต่อธนาคารไม่ เพราะจำนวนเงินที่พิพาทกันสำหรับคุณจำเริญและคุณจำรัสกับธนาคารนั้นตามสัญญาให้เบิกเงินเกินบัญชีได้ในอัตราต่างกัน เพราะทำคนละคราวกัน การที่โจทก์ยินยอมให้คุณจำรัสมาเป็นผู้ค้ำประกัน ไม่ถือว่าธนาคารสละสิทธิที่จะให้คุณจำเริญรับผิดต่อไป คุณจำเริญและคุณจำรัสมีความรับผิดต่อธนาคารในฐานะผู้ค้ำประกัน
การที่คุณจำนูญเบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นบัญชีเดียวกัน คุณจำเริญและคุณจำรัสจึงต้องรับผิดอยู่ตามจำนวนที่คุณจำนูญเป็นลูกหนี้ภายในจำนวนที่คุณจำเริญและคุณจำรัสค้ำประกันไว้
แม้ธนาคารยอมรับการชำระหนี้จากคุณจำรัส เป็นเงิน 20,000 บาท และปลดหนี้ให้โดยการถอนฟ้องเฉพาะคุณจำรัสเสียนั้น ก็หาใช่เป็นประโยชน์แก่คุณจำเริญจนถึงกับให้คุณจำเริญหลุดพ้นความรับผิดไปด้วยไม่เพราะหนี้รายนี้ยังไม่ได้ชำระโดยสิ้นเชิง
การปลดหนี้ดังกล่าวคงเป็นประโยชน์เพียงเท่าส่วนที่ได้ปลดปล่อยเท่านั้น
ศาลวินิจฉัยว่า ต้นเงิน 14,516.56 บาท เป็นจำนวนหนี้ที่แท้จริงและคุณจำเริญต้องรับผิดต่อธนาคารและต้นเงินจำนวนนี้เป็นต้นเงินก่อนที่คุณจำรัสจะเข้าค้ำประกัน
พิพากษายืน ยกฎีกาของคุณจำเริญ
(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 367/2511)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 682 วรรคสอง
ถ้าบุคคลหลายคนยอมตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันในหนี้รายเดียวกันไซร้ ท่านว่าผู้ค้ำประกันเหล่านั้นมีความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกัน แม้ถึงว่าจะมิได้เข้ารับค้ำประกันรวมกัน
มาตรา 683 อันค้ำประกันอย่างไม่มีจำกัดนั้น ย่อมคุ้มถึงดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นด้วย
โอภาส เพ็งเจริญ

