สาธารณสุข คอนเฟิร์ม ไทยพบ ‘โอไมครอน’ แล้ว 8 รอยืนยันอีก 3 ราย
เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงสถานการณ์โรคโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน ว่า ตั้งแต่เปิดประเทศวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ไทยตรวจเฝ้าระวังสายพันธุ์ ทั้งภายในประเทศและผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ สะสม 4,797 ตัวอย่าง พบว่า ทั่วประเทศส่วนใหญ่ยังคงเป็นสายพันธุ์เดลต้า 4,777 ตัวอย่าง คิดเป็น ร้อยละ 99.58 สายพันธุ์แอลฟา 8 ตัวอย่าง ขณะที่ เขตสุขภาพที่ 12 ชายแดนใต้ พบแอลฟา ร้อยละ 0.17 เบต้า 1 ตัวอย่าง คิดเป็น ร้อยละ 0.02 ในเขตสุขภาพที่ 12 เช่นกัน
“โดยขณะนี้ พบเข้าข่ายสายพันธุ์โอไมครอน 11 ราย จากการตรวจเบื้องต้นด้วยตำแหน่งยีนที่หายไป (SNP) ซึ่งเป็นผู้เดินทางเข้าประเทศทั้งหมด มีทั้งระบบไม่กักตัว (Test&Go) แซนด์บ็อกซ์ และกักตัว ผ่านการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัวยืนยันแล้ว 8 ราย ส่วนอีก 3 ราย อยู่ระหว่างการอผลตรวจยืนยัน ภาพรวมพบว่าอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 9 ราย จ.นนทบุรี และ จ.ชลบุรี จังหวัดละ 1 ราย” นพ.ศุภกิจ กล่าว
อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า สำหรับผู้เข้าข่ายโอไมครอนทั้ง 11 ราย ได้แก่ รายที่ 1 ชายอเมริกัน อายุ 35 ปี มาจากสเปน เข้าระบบ Test&Go พักในกรุงเทพฯ ผลยืนยันแล้ว, รายที่ 2 และ รายที่ 3 หญิงไทย อายุ 46 ปี และ 36 ปี กลับจากไนจีเรีย เข้า ASQ กรุงเทพฯ ผลยืนยันแล้ว, รายที่ 4 ชายไทยอายุ 41 ปี กลับจากดิอาร์ คองโก เข้าแซนด์บ็อกซ์ กรุงเทพฯ ผลยังไม่คอนเฟิร์ม เนื่องจากตัวอย่างมีเชื้อไม่มาก เมื่อใส่เครื่องไปจึงมีปัญหา ทำให้ต้องใส่ตัวอย่างอีกเครื่องผลจึงดีเลย์, รายที่ 5 ชายไทยอายุ 39 ปี กลับจากไนจีเรีย เข้าแซนด์บ็อกซ์ กรุงเทพฯ ผลยืนยันแล้ว
รายที่ 6 ชายโคลัมเบียอายุ 62 ปี มาจากไนจีเรีย เข้าแซนด์บ็อกซ์ กรุงเทพฯ ขณะนี้ยังนอนรักษาใน รพ. ผลยังไม่คอนเฟิร์ม คาดว่าไม่นานผลจะออกมาเร็วๆ นี้, รายที่ 7 ชายอังกฤษ อายุ 51 ปี มาจากอังกฤษ ผลยืนยันแล้ว, รายที่ 8 ชายไทยอายุ 37 ปี มาจากแอฟริกาใต้ เนื่องจากเราไม่ได้ห้ามคนไทยเดินทาง เข้า ASQ จ.นนทบุรี ผลยืนยันแล้ว, รายที่ 9 ชายอเมริกันอายุ 40 ปี เดินทางจากสหรัฐ มาเปลี่ยนเครื่องที่เกาหลีใต้ เข้า Test&Go กรุงเทพฯ ผลยืนยันแล้ว, รายที่ 10 ชายเบลารุส อายุ 51 ปี มาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เข้า Test&Go กรุงเทพฯ ผลยืนยันแล้ว และรายที่ 11 ชายอังกฤษอายุ 31 ปี มาจากอังกฤษ เข้า Test&Go กรุงเทพฯ รอผลคอนเฟิร์ม

ด้าน นพ.วิชาญ ปาวัน ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ภาพรวมการติดเชื้อทั่วโลก อัตราการเสียชีวิตคงตัวมีแนวโน้มไปทางลดลง สำหรับสถานการณ์โอไมครอนมีการระบาดไปแล้ว 69 ประเทศ ส่วนประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อโอไมครอนจากผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ แต่เราก็พบรายงานใน 20 ประเทศ ที่รายงานการติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนที่ไม่ได้มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยเองก็จำเป็นที่จะต้องเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มาเทสต์ แอนด์ โก (Test and Go) และอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ
“สำหรับการเฝ้าระวังการเข้า-ออก ระหว่างประเทศทางท่าอากาศยาน จากข้อมูลที่มีการตรวจ คัดกรอง 1-30 พฤศจิกายน ตรวจไปทั้งสิ้น 133,061 ราย และตรวจพบเชื้อ 171 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.13 ส่วนในช่วงเดือนธันวาคม (1-13 ธันวาคม 2564) ตรวจหาเชื้อไปแล้ว 87,383 ราย พบการติดเชื้อ 152 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.17 สำหรับการคาดการณ์สถานการณ์จะเห็นว่า มาตรการการเปิดประเทศยังไม่ส่งผลให้เกิดการระบาดใหญ่อย่างที่หลายคนกังวล และสอดคล้องกับเรื่องของการเสียชีวิต” นพ.วิชาญ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ความกังวลและโอกาสการเกิดโควิด-19 ลูกผสมระหว่างสายพันธุ์เดลต้า กับสายพันธุ์โอไมครอน มีความเป็นไปได้มาก-น้อยเพียงใด นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า จริงๆ ดูจากอดีต ประเทศไทยยืนยันว่ายังไม่มีไฮบริดแม้แต่รายเดียว เราเคยเจอคนที่เป็นคนๆ เดียวกันแต่มี 2 เชื้อ อันนั้นหมายถึงการติดเชื้อ 2 เชื้อ แต่ไม่เรียกว่าไฮบริด เพราะไฮบริดคือการเอาสารพันธุ์กรรมมาแลกกัน
“ถามว่า กังวลหรือไม่ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ในอดีตเราก็เคยมีแอลฟาเยอะๆ เดลต้าเยอะๆ มาก่อน ในช่วงที่มีการระบาดมากๆ มันก็ไม่มีการเกิดไฮบริดขึ้น แต่สำหรับการกลายพันธุ์ใดๆ มันก็ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ผมเชื่อว่าวิธีการตรวจ และการเฝ้าระวังก็น่าจะมากพอที่จะช่วยกันบอกได้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นมาหรือไม่ และหากเกิดไฮบริดขึ้นมา ไม่ได้แปลว่าสูตรสำเร็จของมันจะอันตราย จะแพร่เร็ว เสมอไป มันอาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็ได้ แต่บนความไม่ประมาท เราก็จะเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง” นพ.ศุภกิจ กล่าว
เมื่อถามต่อว่า สายพันธุ์โอไมครอน สายพันธุ์ย่อย B.A.1 และ B.A.2 แตกต่างกันอย่างไร นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า ในบ้านเรายังเป็น B.A.1 ทั้งหมด ซึ่งตัว B.A.2 จะแตกต่างตรงที่ตำแหน่งของการกลายพันธุ์ ซึ่งยังไม่มีใครรู้ว่าการกลายพันธุ์ไปเป็น B.A.2 จะทำให้ตัวเชื้อมากขึ้น หรือน้อยลงอย่างไร แต่ถ้ามันมาหาเจอแน่นอน ถือว่าเป็นข่าวดีที่โอไมครอนก็ไม่ได้ร้ายแรงมากมายเท่ากับสายพันธุ์ที่กำลังระบาดอยู่
ต่อข้อถามอีกว่า ความคืบหน้าในการสุ่มตรวจหาสายพันธุ์โอไมครอนในกรุงเทพฯ หลังจากมีการรับมอบน้ำยาตรวจหาสายพันธุ์เฉพาะ เป็นอย่างไรบ้างในขณะนี้ นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า คิดว่าถ้าเราพัฒนาน้ำยาออกมาแล้ว ตรวจทีเดียวจะสะดวกมากขึ้น แต่วัตถุดิบต่างๆ ที่ใช้ในการผลิตขณะนี้ ขาดแคลนอยู่พอสมควร แต่ก็จะเร่งมือ และไม่ได้เป็นอุปสรรคที่จะตรวจเบื้องต้น เราก็จะตรวจเฉพาะตำแหน่ง หรือตรวจเฉพาะส่วนที่ขาดหายไปของยีนส์ ก็ตอบได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นที่เราบอกว่ามีโอกาสเป็น 11 รายนั้น ก็ตรวจได้ใช้เวลาเพียง 1 วัน ก็รู้ผล เพียงแต่ว่าถ้าเป็นการตรวจแบบโฮจิโนม จะต้องใช้เวลา
“ยังยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ว่า อย่าวิตกกังวล มาตรการทั้งหลายที่ภาครัฐ และพี่น้องประชาชนให้ความร่วมมือ ผมคิดว่ายังคงเพียงพอที่จะรับมือกับโอไมครอน หรือแม้จะมีตัวอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาในอนาคต ก็ขอให้มาฉีดวัคซีน ดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดไว้“ นพ.ศุภกิจ กล่าว
เมื่อถามต่อไปว่า สถานการณ์การติดเชื้อในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล อยู่ในช่วงขาลงแล้วหรือไม่ จะสามารถเปลี่ยนจากโรคระบาดเป็นโรคประจำถิ่นได้หรือยัง นพ.วิชาญ กล่าวว่า สถานการณ์เป็นขาลง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับเส้นคาดการณ์ที่เราพยากรณ์ไว้ ก็พบว่าต่ำกว่า ก็เป็นนิมิตรหมายที่ดี แต่จะกลับเข้าสู่โรคประจำถิ่นหรือไม่ ก็ได้มีการหารือกันว่าจะมีอัตราการติดเชื้อ (Cut point) ที่ยอมรับได้ที่ตรงไหนให้ถือว่าเป็นโรคประจำถิ่น เพราะหลักการคือ ต้องมีคัตพอยต์ จำนวนผู้ติดเชื้อว่าจะต้องมีจำนวนเท่าใด ถึงจะนับว่าเป็นโรคประจำถิ่น


