เปิดคำพิพากษาศาลเเขวงดุสิตยกฟ้องน้องมายด์ ชุมนุม ไล่นายก 21 ต.ค.63 ระบุเป็นการรวมตัวเพื่อเรียกร้องทางการเมืองตามปกติ ไม่ใช่มั่วสุมก่อความวุ่นวาย
เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ที่ศาลเเขวงดุสิต ศาลอ่านคำพิพากษาหมายเลขดำที่ อ 1768/2563 ระหว่าง พนักงานอัยการ โจทก์ น.ส.ภัสราวลี หรือมายด์ ธนกิจวิบูลย์ผล จำเลย เรื่อง ความผิดต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กรณีจัดม็อบ เมื่อวันที่ 21 ต.ค.63 ที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล
โดยศาลพิเคราะห์เเล้วเห็นว่า ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 ประกอบมาตรา 11 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2563 ข้อ 1 กำหนดห้ามมิให้ชุมนุมโดยมีวัตถุประสงค์ในการแก้ไขเหตุตามที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ดังนั้น การพิจารณาว่าการกระทำใดจะเป็นความผิดตามข้อกำหนดดังกล่าว จึงต้องพิจารณาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร อ้างเหตุในการประกาศว่า “…มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำที่มีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคลอันมิใช่การชุมนุมโดยสงบที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ….กรณีจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขกรณีดังกล่าวให้ยุติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงทีเพื่อให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายและรักษาความสงบเรียบร้อยและประโยชน์ส่วนรวม”
เมื่อข้อกำหนดดังกล่าวเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขกรณีที่มีการกระทำที่มีความรุนแรง อันมิใช่การชุมนุมโดยสงบที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้น การชุมนุมอันจะเป็นความผิดตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 ประกอบมาตรา 11 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2563 ข้อ 1 จึงต้องเป็นการกระทำที่มีความรุนแรง อันมีใช่การชุมนุมโดยสงบที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 44
เมื่อพยานหลักฐานโจทก็ได้ความว่า จำเลยร่วมชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ต่อมาเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล
พยานโจทก็ไม่เห็นจำเลย และพบจำเลยอีกครั้งบริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ โดยไม่ปรากฎจากพยานหลักฐานโจทก์ว่าจำเลยกระทำการใดอันเป็นการชุมนุมในลักษณะที่ไม่สงบและไม่ปรากฎว่าจำเลยที่อาวุธ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่การกระทำที่รุนแรง ส่วนที่ผู้ชุมนุมบางส่วนฝ่าแนวกั้นของเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมฝูงชนนั้น ก็ไม่ปรากฎพยานหลักฐานว่าจำเลยเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ดังกล่าว พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่รุนแรง อันมิใช่การชุมนุมโดยสงบที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 44
การชุมนุมของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 ประกอบมาตรา 11 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2563 ข้อ 1
ส่วนความผิดฐานมั่วสุมหรือกระทำการอันใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยนั้น เห็นว่า ฟ้องต้องบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระรชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และการพิพากษาลงโทษจำเลยต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับบุคคลผู้มีชื่อรวมประมาณ 10,000 คน ซึ่งมีจำนวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป รวมตัวมั่วสุมหรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจากนั้นเคลื่อนขบวนไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก แก้ไขรัฐธรรมนูญและแก้ไขกฎหมาย ดังนี้ โจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่าจำเลยกระทำการใดอันเป็นการมั่วสุมหรือยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ การที่จำเลยกับบุคคลผู้มีชื่อรวมประมาณ 10,000 คน รวมตัวกันบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จากนั้นคลื่อนขบวนไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก แก้ไขรัฐธรรมนูญและแก้ไขกฎหมายนั้น เป็นการรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องทางการเมืองตามปกติ ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ให้ความหมายคำว่า “มั่วสุม” ว่า “ชุมนุมกันเพื่อกระทำการในทางไม่ดี เช่น มั่วสุมเล่นการพนัน”
เมื่อฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยกับผู้มีชื่อรวมตัวกันเพื่อกระทำการในทางไม่ดี การรวมตัวกันดังกล่าวจึงไม่ใช่การมั่วสุม หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย การกระทำของจำเลยตามที่บรรยายในฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานมั่วสุม หรือกระทำการใดอันป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 ประกอบมาตรา 11 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2563 ข้อ 1 จำเลยจึงไม่มีความผิตตามฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานและข้อต่อสู้ของจำเลย พิพากษายกฟ้อง
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง มายด์ ภัสราวดี เฮ! ศาลยกฟ้องคดีฝ่าพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ม็อบ 21 ต.ค.เดินไปทำเนียบฯให้’นายกฯประยุทธ์’ไขก๊อก

