‘ศบค.’ เผยหญิงไทยติดโอไมครอนรายแรกใน ปท. พบติดเพิ่ม 2,525 คน ดับ 31 ราย ฉีดวัคซีนเกิน 100 ล้านโดส ชงใช้ RT-PCR ตรวจต่างชาติเข้าไทย
เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.สุมนี วัชรสินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะผู้ช่วยรองโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 (ศบค.) แถลงข่าวประจำวันว่า รายงานสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทย พบติดเชื้อในประเทศ 2,525 ราย แบ่งเป็น ผู้ป่วยรายใหม่จากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 2,411 ราย ค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกในชุมชน 49 ราย เรือนจำ/ที่ต้องขัง 23 ราย ผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 42 ราย หายป่วยเพิ่มขึ้น 4,190 ราย หายป่วยสะสม 2,132,548 ราย (ตั้งแต่ปี 2563) อยู่ระหว่างรักษาตัว 40,097 ราย แบ่งเป็น ในโรงพยาบาล 19,729 ราย โรงพยาบาลสนามและอื่นๆ 20,368 ราย ในจำนวนนี้มีอาการหนัก 899 ราย ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 246 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 31 ราย
พญ.สุมนีกล่าวว่า ยอดผู้เสียชีวิตตั้งแต่ปี 2563 สะสม 21,408 ราย ยอดผู้ป่วยยืนยันสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 2,194,053 ราย ส่วนผู้ติดเชื้อรายจังหวัดมากที่สุด 5 จังหวัดประจำวัน คือ กรุงเทพมหานคร 408 ราย รองลงมา นครศรีธรรมราช 175 ราย สมุทรปราการ 136 ราย ชลบุรี 128 ราย และ สงขลา 88 ราย นอกจากนี้ผู้ที่เดินทางเข้าราชอาณาจักรผ่านท่าอากาศยานตั้งแต่วันที่ 1-19 ธันวาคม 2564 มียอดสะสม 160,445 ราย โดยมีผู้ที่เดินทางเข้ามาใหม่วันนี้ 13,664 ราย ตรวจพบติดเชื้อโควิด-19 ทั้งสิ้น 42 ราย
พญ.สุมนีกล่าวว่า ตัวเลขการฉีดวัคซีนมีจำนวนเพิ่มขึ้น 136,992 โดส และตัวเลขการฉีดวัคซีนครบ 100 ล้านโดส โดยตัวเลขการฉีดวัคซีนสะสม 100,054,961 โดส แบ่งเป็นเข็มที่ 1 ครอบคลุมประชากร 70.21% จำนวน 50,573,308 โดส เข็มที่ 2 ครอบคลุมประชากร 61.63% จำนวน 44,393,213 โดส เข็มที่ 3 ครอบคลุมประชากร 6.97% จำนวน 5,020,704 โดส

“ขณะนี้มีการแพร่ระบาดโควิด-19 ในหลายประเทศโดยเฉพาะเชื้อโอไมครอน มีรายงานเพิ่มเติมในวันนี้มีคลัสเตอร์จาก สสจ.นนทบุรี ซึ่งคลัสเตอร์นี้มีความเชื่อมโยงกับหลายจังหวัด คือปทุมธานี, พระนครศรีอยุธยา, โคราช รวมถึงกรุงเทพมหานครด้วย เป็นกลุ่มคลัสเตอร์ที่ไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในประเทศตะวันออกกลาง จำนวน 33 ราย และกลับมาประเทศไทย 15 ธันวาคม เข้าพักในโรงแรมแห่งหนึ่งเพื่อตรวจ RT-PCR ตรวจเมื่อมาถึงประเทศไทยพบติดเชื้อ 14 ราย ถอดรหัสพันธุกรรมเป็นโอไมครอน 6 ราย และเดลต้า 8 ราย ได้มีการติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงสูงได้ตรวจเพิ่มเติมอีก 2 ราย ในวันที่ 19 ธันวาคม และวันที่ 20 ธันวาคม พบเชื้อเพิ่ม 2 ราย คลัสเตอร์นี้มี 18 ราย รอผลการตรวจสายพันธุ์อีก 4 ราย
“ขณะที่คู่สามีภรรยาที่มาจากประเทศไนจีเรียเข้ามาประเทศไทยวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันก่อนประกาศมาตรการที่มีการประกาศ 8 ประเทศกลุ่มเสี่ยงจากทวีปแอฟริกา สามีภรรยานี้ได้เข้าสู่ระบบ Sandbox ซึ่งสามีชาวโคลัมเบียมีอาการและตรวจ RT-PCR วันที่ 7 ธันวาคม ตรวจพบเชื้อ และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโดยในวันที่ 10 ธันวาคม ภรรยาเข้าตรวจและพบเชื้อ โดยวันเดียวกันสามีพบเชื้อโอไมครอน และในวันที่ 12 ธันวาคม ภรรยาพบเชื้อโอไมครอนเช่นกัน โดยมีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 1 ราย ผลตรวจ RT-PCR เป็นลบขณะนี้กำลังกักตัวสังเกตอาการ พบผู้สัมผัสเสียงต่ำอีก 83 ราย ติดตามอาการครบ 14 วัน ไม่พบผู้ที่มีอาการป่วย จึงถือได้ว่าภรรยาที่เป็นคนไทย ถือเป็นรายแรกที่ติดเชื้อโอไมครอนในประเทศไทย“ พญ.สุมนีกล่าว

พญ.สุมนีกล่าวว่า ด้านคลัสเตอร์นราธิวาส 3 ราย ที่ผลการตรวจเป็นบวก โดย 3 รายนี้เป็นรายที่กลับจากทำกิจกรรมทางศาสนาทางประเทศแถบตะวันออกกลาง เข้าประเทศมาทางสนามบินภูเก็ตและเข้ามาเป็นนักท่องเที่ยวระบบแซนด์บ็อกซ์ มีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 3 ราย และผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ 126 ราย ทั้งหมดอยู่ระหว่างการกักตัวสังเกตอาการ ซึ่งพบเป็นสายพันธุ์โอไมครอน 1 ราย อีก 2 รายเป็นสายพันธุ์เดลต้า ส่วนรายละเอียดการเฝ้าระวังสายพันธุ์ในประเทศไทยที่มีการรายงานจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้มีการชี้แจงถึงสายพันธุ์เฝ้าระวังในประเทศไทยขณะนี้มากที่สุดคือสายพันธุ์เดลต้า 68.67% ถือว่ามากที่สุด แต่ว่าลดลงจากครั้งก่อนที่มีการรายงานก่อนหน้านี้, สายพันธุ์อัลฟ่า 29.79%, สายพันธุ์เบต้า 1.41% และโอไมครอน 0.13%
ผู้ช่วยรองโฆษก ศบค.กล่าวด้วยว่า สถานการณ์โอไมครอนในประเทศไทยในขณะนี้ยังเป็นสถานการณ์คล้ายกับสถานการณ์โลก คือคนติดเชื้อโอไมครอนติดเชื้อเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ทั่วโลกที่มีสายพันธุ์โอไมครอนเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทุกรายที่ติดเชื้อโอไมครอนในประเทศไทยก็ยังถูกโยงกับการเดินทางที่มาจากต่างประเทศ ซึ่ง 1 ใน 4 ของคนที่เดินทางมาจากต่างประเทศเป็นเชื้อโอไมครอนไม่ได้เป็นคนเฉพาะที่มาจากประเทศแถบแอฟริกาเท่านั้น แต่เป็นนักท่องเที่ยวที่มาจากหลายประเทศทั่วโลก
ผู้ช่วยรองโฆษก ศบค.กล่าวว่า ฉะนั้น การยกระดับการจัดการมาตรการของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทยจะต้องมีการปรับอย่างแน่นอน จะต้องมีการพิจารณาจาก ศบค.ชุดเล็กและนำเสนอให้ ผอ.ศบค.เพื่อพิจารณา ด้วยการปรับระบบของการเข้าประเทศแบบ Test and Go ไปเป็นระบบที่มีการตรวจ RT-PCR หรือมีการกักตัวในระยะเวลาที่มาถึงเมืองไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นกี่วันนั้นจะต้องรอติดตามมาตรการต่อไป

