สมศักดิ์ ปาฐกถา อนาคตกระท่อม ลั่น 78 ปีกว่าจะปลดล็อกได้ แนะปลูกบ้านละ 3 ต้น หนุนวิจัยนวัตกรรม
เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม เวลาประมาณ 13.30 น. ที่อาคารสำนักงาน บริษัท ข่าวสด จำกัด เขตจตุจักร กรุงเทพฯ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กระทรวงยุติธรรม และบริษัท ทีเอชซีจี กรุ๊ป จำกัด จัดสัมมนาเชิงวิชาการหัวข้อ ‘อนาคตกระท่อม กับการปลดล็อกสู่พืชเศรษฐกิจ’ โดยมี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ ‘เมื่อกระท่อมไม่ใช่สารเสพติด แต่เป็นพืชเศรษฐกิจทำเงิน’
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน กล่าวว่า ประเทศไทยใช้เวลาถึง 78 ปี กว่าจะปลดล็อกพืชกระท่อมจากยาเสพติดได้ ที่ผ่านมามีผู้คนที่พยายามที่จะปลดล็อกมากมาย ซึ่งมีนักการเมืองหลายท่าน ตั้งแต่ผมเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎรใหม่ ๆในปี 2526
“คุณภิญญา ช่วยปลอด ท่านเป็นเพื่อนกับเจ้านายผม ท่านมนตรี พงษ์พานิช ซึ่งทานภิญญาพูดถึงกระท่อมและได้ทำการศึกษามากมาย ผมก็สงสัยว่ามันดียังไง และทำไมถึงต้องใช้เวลามากมายนานขนาดนั้น ถึงจะปลดล็อกหรือจะมาดำเนินการทำให้กระท่อมมันถูกต้องตามกฎหมายและมีประโยชน์อย่างไร ที่ผ่านมาก็ปลูกกันทั่วไปหมด ทั้งแบบขึ้นทะเบียนและไม่ขึ้นทะเบียน”
1 ปี 7 เดือน ปลดล็อก”กระท่อม”เป็นพืชเศรษฐกิจ
นายสมศักดิ์กล่าวอีกว่า ทางสำนักงานปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) ขึ้นทะเบียนไว้ 135 หมู่บ้าน ใน 1 หมู่บ้าน มี 300 คน ให้ปลูกคนละ 3 ต้น เพราะไม่ให้ปลูกมาก ทั้งนี้เมื่อได้ข้อมูลในการดำเนินการแก้ไขปัญหาและเห็นว่ามีประโยชน์ มีคนเรียกร้อง มีรายงาน มีการศึกษาไว้ก่อนล่วงหน้า จึงนำมาต่อยอดเสนอร่างพ.ร.บ.เข้าคณะรัฐมนตรีปลดล็อก โดยไปปลดในกฎหมายยาเสพติดให้โทษปี 2522 มีแก้ไขหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายในปี 2564 ที่มีการแก้ไข
และมาแก้ไขโดยการปลดล็อกกระท่อมจากยาเสพติดประเภท 5 ให้เป็นพืชสมุนไพร พืชเศรษฐกิจของประเทศ ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2563 ยกร่างพ.ร.บ.เข้าคณะรัฐมนตรี กว่าจะผ่านขั้นตอนกฤษฎีกา วุฒิสภา และประกาศบังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษา รวมเวลา 1 ปี 7 เดือน ในการออกกฎหมายและแก้กฎหมาย
“จากการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรขณะนั้น มีร่องรอย มีประวัติ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านหนึ่งจ.ลำปาง บอกว่าในปี 2481 มีการพูดคุยบันทึกประวัติของกระท่อมไว้ว่าเข้ามาเป็นยาเสพติดตั้งแต่ปี 2468 เพราะในขณะนั้นรัฐบาลเปิดให้ปลูกฝิ่น และเก็บภาษีฝิ่น แต่ภาษีไม่ได้ตามที่ต้องการ เพราะคนไม่นิยมฝิ่น แต่นิยมกระท่อม เลยออกกฎหมายปิดล็อก ให้กระท่อมเอามากิน มาสูบ มาเคี้ยวได้ เป็นยาเสพติดตั้งแต่นั้น และเป็นยาเสพติดมาอย่างยาวนาน “
อนุสัญญาชี้ไม่ใช่ยาเสพติด
นายสมศักดิ์กล่าวว่า เรื่องของกระท่อมที่ปลดออกมาได้ เพราะอนุสัญญาเกี่ยวข้องกับยาเสพติดระหว่างประเทศ ไม่ได้ชี้ว่ากระท่อมเป็นยาเสพติด แตกต่างจากกัญชาที่บอกว่ากัญชาเป็นยาเสพติด แต่ประเทศในยุโรปอาจจะเป็นเป้าหมายในการขายกระท่อมของเรา เขากำหนดปริมาณ ไมทราไจนีนหรือ เซเว่นไฮดรอกซี่ เป็นส่วนสำคัญซึ่งมีปริมาณน้อยมาก หนึ่งในร้อยของไมทราไจนีน สามารถผลิตเป็นสารที่ระงับการปวด เป็นมอร์ฟีน หรือสิ่งต่างๆสามารถทำได้และมีราคาแพง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระท่อมไทย มีปริมาณของเซเว่นไฮดรอกซี่สูงกว่าประเทศอื่นๆ

สร้างรายได้มหาศาลตั้งน้ำยันปลายน้ำ
ทั้งนี้เมื่อประเมินที่ขึ้นทะเบียนไว้ 135 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 300 คน ปลูกคนละ 3 ต้น ได้ออกมาเกือบ 5,000 ไร่หรือ 12,000 กว่าต้น ปัจจุบันจากการสำรวจกระท่อมที่ไม่ขึ้นทะบียนมีไม่น้อยกว่า 3 เท่าของที่ขึ้นทะเบียน ดังนั้นกระท่อมในประเทศไทยมีอยู่แค่ 20,000 ไร่เท่านั้น แต่ถ้า 1 ไร่ ขาย 300 บาทต่อกิโลกรัม ถ้า 20,000 ไร่ ขายใบสดอย่างเดียวได้เกือบ 33,000 ล้านบาทต่อปี
โดยยังไม่แปรสภาพเป็นผลิตภัณฑ์อย่างอื่น หากทำเป็นมอร์ฟีน ยารักษาโรค เครื่องสำอาง อาหาร หรือเครื่องดื่มอื่นๆ จะเพิ่มมูลค่าอย่างมหาศาล เช่น ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ยาตามแผนไทย ยาพัฒนาจากสมุนไพรอื่นๆ ทดแทนสารเสพติด ระงับการอักเสบ แก้ไอ แก้ท้องเสีย ยาควบคุมน้ำหนัก ยาลดรักษาน้ำตาลในเลือด และยารักษาอาการซึมเศร้า โดยยาแผนไทยและสมุนไพรมีมูลค่าการตลาดถึง 190,000 ล้านบาท
ยังนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพ เช่น ชา เครื่องดื่มสมุนไพรควบคุมน้ำหนัก โดยผลิตภัณฑ์อาหารเสริมควบคุมน้ำหนักมีมูลค่าตลาด 667,000 ล้านบาท และยังสามารถนำไปพัฒนาเป็นเวชสำอาง ซึ่งมีมูลค่าการส่งออก 70,400 กว่าล้านบาท และมูลค่าการนำเข้า 22,000 กว่าล้านบาท มูลค่าเครื่องสำอางสบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว มีมูลค่ารวม 92,000 กว่าล้านบาท รวมทั้งหมดแล้วมีมูลค่ามากถึง 949,000 ล้านบาท ที่สามารถนำพืชกระท่อมไปทดแทนได้
อีกส่วนสำคัญ คือ เครื่องดื่มชูกำลัง ที่มีพืชกระท่อมเป็นส่วนผสม ทั้งกาแฟร้อน ชาร้อนพร้อมดื่ม มีมูลค่าตลาดรวมถึง 107,000 กว่าล้านบาท และที่เห็นชัดจะเป็นเป้าหมายต่อไป คือ ตลาดมอร์ฟิน เพื่อนำไปใช้ทดแทนมอร์ฟิน เซเว่นไมนอกซี่ ไมทราไจนีน ซึ่งมอร์ฟินในต่างประทเศ มหาอำนาจ อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย ผลิตขาย 500,000 ล้านบาทต่อปี รวมๆแล้วประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท ที่เห็นเป็นเป้าหมาย
“ต้นร่างของพ.ร.บ.พืชกระท่อมเป็นกฎหมายรอง เราเสนอปลูกแค่ 3 ต้น แต่เข้าไปอยู่ชั้นกรรมาธิการวิสามัญ คณะกรรมกฤษฎีกามีความเห็นว่าถ้าบังคับปลูกแค่ 3 ต้น จะขัดรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญของไทยอิสระเสรีภาพ ไม่จำกัดปริมาณจำนวน ถ้าไปเขียนให้ประชาชนปลูกไม่เกิน 3 ต้น และในส่วนของห้างร้านให้ขออนุญาต ในการส่งออก ท่อนหลังเขียนได้ แต่จะไปจำกัด 3 ต้นไม่ได้ เลยต้องปล่อยว่าปลูกเท่าไหร่ก็ปลูกเท่านั้น ในพ.ร.บ.ฉบับหลังอยู่ระหว่างพิจารณาของวุฒิสภา”
เร่งวิจัย เพิ่มมูลค่า แก้ปมราคาตก
นายสมศักดิ์กล่าวอีกว่า การปลูกมากจะแป็นปัญหา แม้ว่าจะยังไม่มีการปลูกเพิ่มจาก 20,000 ไร่ที่ปลูกในปัจจุบัน และต้นกล้าที่ป.ป.ส.ขึ้นทะเบียนมีประมาณ 125,000 ต้น มีไม่ขึ้นทะเบียนอีก 3 เท่า รวมแล้วมี 500,000 ต้นที่มีปลูกในตอนนี้ ถ้าขายกล้าเป็น 10 ล้านต้น 20 ล้านต้น ผลที่ตามมากระท่อมเต็มแผ่นดินไทย
“เมื่อกระท่อมเต็มแผ่นดินไทย ราคาตก เราจะปล่อยให้ราคากระท่อมตกหรือ เราช่วยกันต่อยอดกันต่อไปได้หรือไม่ ในเรื่องของการทำผลิต ทำเป็นอาหาร ทางสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กำลังดำเนินการเรื่องของอาหารที่เปิดภาชนะ จะต้ม จะแกง เปิดฝาได้ง่าย ไม่ผิดกฎหมาย ปกติเวลาจะมีผลิตภัณฑ์อะไรขึ้นมา ต้องเสียภาษีกันทุกคนอยู่แล้ว มีอย.ควบคุมทำให้อาหารนั้นสะอาด “
นอกจากนี้ต้องมีการวัจัยพัฒนา ซึ่งมหาลัยญี่ปุ่นกับมหาลัยไทยเคยจับมือกันแล้ว มีสิทธิบัตร ขึ้นทะเบียนไว้ในการศึกษาวิจัย แต่กระท่อมเพิ่งเกิดมาได้ 3 เดือน การศึกษาวิจัยของใหม่จะไปเร็วขนาดที่ทำให้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ด้านอื่นๆ รวดเร็วได้เลยหรือ ไม่ ซึ่งคงไม่ใช่ แต่ต้องบอกว่า วันนี้กฎหมายเปิดและบังคับให้ปลูกแค่ 3 ต้นไม่ได้ ต้องมีวิจัยพัฒนาต่อยอดไม่ให้กระท่อมราคาถูก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม(อว.) มีการวิจัย ร่วมมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
“ เราทำการศึกษาวิจัย ดูจากการใช้สารในกระท่อมไปวิจัยกับหนูบ้าง มันช่วยลดหรือช่วยสกัดกั้นความยากของผู้คนที่ติดยาได้มากน้อยขนาดไหนอย่างไร เรากำลังทำวิจัยและยินดีหาอาสาสมัคร ผู้คนอยู่ในศูนย์คุมประพฤติปัตตานี เราอนุญาตให้อาสาสมัครที่ติดยามาทดลอง ขณะนี้อยู่ในขั้นทดลอง แต่ผลวิจัยคนติดฝิ่น เฮโลอีน ใช้กระท่อมทดแทนได้ พวกยาบ้ายังไม่รู้ว่าจะแทนได้หรือไม่ แต่เรากำลังทำวิจัยคลื่นสมอง”
เผยปลูกกระท่อม ราคายังสูงกว่าทำนา
นายสมศักดิ์ยังคำนวณรายได้จากการปลูกพืชกระท่อมกับการทำนาว่า ผมพยายามคำนวณให้ดูแล้วว่า กระท่อมใน 1 ไร่ มี 25 ต้น ต้นละ 216 กิโล รวมแล้ว 5,400 กิโล ถามว่าทำนา 1 ไร่ ได้ 1 ตัน ข้าวราคา 8 บาท ได้ 8,000 บาทต่อตัน ถ้า 10 บาทได้ 10,000 บาทต่อตัน ถ้าปลูกกระท่อม 1 ไร่ 25 ต้น ต้นละ 216 กิโล ได้ 5,400 กิโล ถ้ากระท่อมราคาตกจาก 300 บาทเหลือ 3 บาท เมื่อคำนวณกับ 5,400 กิโล จะได้ 16,200 บาท ยังแพงกว่าการทำนา แต่ก็ประมาทไม่ได้ เมื่อไม่ประมาท ต้องวิจัย นวัตกรรม หาจุดเด่นกระท่อมเพื่อจะเดินไปข้างหน้า ตนเป็นห่วงว่าถ้าปลูกมาก วิจัย นวัตกรรมทำไม่ได้ ราคาตกเหลือ 3 บาท นี่เป็นแนวคิดหรือทิศทางของพืชกระท่อมและในวันดำเนินการข้างหน้า
“หากผมไม่อยู่ที่กระทรวงยุติธรรมแล้ว ยังมีผู้อื่นมาต่อยอดส่วนนี้ มีคนถามว่าทำไมกระทรวงยุติธรรมต้องมาดูตรงนี้ อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นพืชเกี่ยวข้องกับกฏหมายของกระทรวงไหน กระทรวงนั้นควรจะดูแลไปให้ถึงจุดของมัน ต่อไปพืชทั้งหลายจะต้องไปรวมอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมเสนอมีการเสนอกฎหมายรวมไปที่คณะรัฐมนตรีแล้ว แต่ยังไม่มีการพิจารณา “
ลุยแก้หนี้กยศ. แก้กม.ยาเสพติด
นายสมศักดิ์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่กระทรงยุติธรรมต้องทำ ในเรื่องของการแก้กฎหมายทั้งหลายมารวมเป็นกฎหมายยาเสพติด แก้ปัญหายาเสพติด ยึดทรัพย์ ตัดวงจร คดีแพ่งและอาญาออกจากกัน รวมถึงแก้ปัญหากลุ่มคนมีปัญหาทางสังคม ฆ่า ข่มขืน เรียกค่าไถ่ ต้องถูกควบคุมโดยกฎหมายป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ อยู่ระหว่างดำเนินการแก้ปัญหาให้เรียบร้อย รวมถึงแก้หนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) เพื่อช่วยเหลือรัฐบาลทำให้มีผลงานมากที่สุด

