ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เปิดเผยว่า วันที่ 5 ตุลาคม 2559 เวลาประมาณ 14.00น. นางสาวนริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์ พร้อมทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเดินทางไปยังสถานีตำรวจภูธรเมืองนราธิวาสเพื่อยื่นคำให้การเป็นหนังสือในกรณีที่ตนตกเป็นผู้ต้องหาและถูกดำเนินคดี ในฐานความผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร และ นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
พนักงานสอบสวนรับคำให้การของนริศราวัลถ์แล้วประกอบกับเอกสารอีก112หน้า และรวบรวมเอกสารส่งให้พนักงานอัยการตามความเห็นสั่งฟ้องที่ได้ส่งไปก่อนหน้านี้แล้ว พร้อมกันนั้นได้ส่งตัวผู้ต้องหาไปยังอัยการ โดยได้รับการประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ที่เป็นตำแหน่งข้าราชการ และนัดรายงานตัวต่อพนักงานอัยการในวันที่27ตุลาคม2559
หลังจากที่ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2559 ทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมซึ่งเป็นทนายความผู้รับมอบอำนาจของนางสาวนริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์ ได้ติดต่อกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนราธิวาส เพื่อสอบถามถึงความคืบหน้าในคดีที่นางสาวนริศราวัลถ์ตกเป็นผู้ต้องหา โดยขอทราบรายละเอียดว่า อัยการจังหวัดนราธิวาส ได้มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวน ดำเนินการสอบสวนนางสาวนริศราวัลถ์ หรือ เรียกพยานคนใดมาสอบถามเพิ่มเติมหรือไม่ เพื่อประกอบในการดำเนินการในการให้คำแนะนำแก่นางสาวนริศราวัลถ์ต่อไป
ต่อมาวันที่ 28 กันยายน 2559 พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนราธิวาส ได้มีหนังสือชี้แจง ตอบกลับมายังทนายความของมูลนิธิผสานวัฒนธรรมซึ่งเป็นทนายความผู้รับมอบอำนาจของนางสาวนริศราวัลถ์ฯ โดยชี้แจงว่า ทางพนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส ยังไม่ได้สั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมนางสาวนริศราวัลถ์ฯแต่อย่างใด แต่สั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นพยาน เพื่อให้อธิบายวิธีการและขั้นตอนการทำงานโปรแกรมเฟสบุ๊คโดยละเอียด พร้อมทั้งสั่งให้สอบสวนผู้กล่าวหาเพิ่มเติม เพื่อให้ได้ความเกี่ยวกับโปรแกรมเฟสบุ๊คของสำนักข่าวล่าล่องและของนางสาวนริศราวัลถ์ และให้ได้ความว่าผู้กล่าวหาได้รูปภาพที่อ้างนางสาวนริศราวัลถ์ฯ ได้โพสต์ข้อความหมิ่นประมาทมาจากที่ไหนและวิธีการใด
ด้วยเหตุดังกล่าว นางสาวนริศราวัลถ์พร้อมทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม จึงจะเดินทางไปพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนราธิวาส เพื่อยื่นคำให้การเพื่อให้พนักงานสอบสวนได้รับข้อมูลต่างๆจากฝ่ายของตน ให้ครบถ้วน เพื่อความถูกต้อง เป็นธรรม และฟังความทุกฝ่าย พร้อมทั้งประสงค์ที่จะให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมโดยเฉพาะพยานหลักฐานที่จะแสดงว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่ได้ทำผิดตามที่ถูกแจ้งข้อหาแต่อย่างใด เพียงแต่ใช้สิทธิเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้ พลทหารวิเชียร เผือกสม น้าของตนที่ถูกทำร้ายถึงตายเท่านั้น

