สธ.จับมือเครือข่าย-สสส.สกัดอุบัติเหตุปีใหม่ ไม่เมา สวมหมวก แมสก์ ย้ำ! ห้ามขายสุราให้เด็ก

27.12.21 | 12:57 น.
สธ.จับมือเครือข่าย-สสส.สกัดอุบัติเหตุปีใหม่ ไม่เมา สวมหมวก แมสก์ ย้ำ! ห้ามขายสุราให้เด็ก

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ. พร้อมด้วย นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ. นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแถลงข่าวชีวิตวิถีใหม่ ขับขี่อย่างปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ “ขับไม่ดื่ม ดื่มไม่ขับ”

นายอนุทินกล่าวว่า ช่วงวันหยุดปีใหม่ 2564 ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2563-วันที่ 4 มกราคม 2564 เกิดอุบัติเหตุรวม 3,333 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 392 ราย ผู้บาดเจ็บ 3,326 คน สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ 33.60 และดื่มแล้วขับ ร้อยละ 33.06 ทั้งนี้ ปีใหม่ 2565 ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงโควิด-19 ระบาด ขอให้ประชาชนยังคงเข้มงวดมาตรการป้องกันตนเอง สวมหน้ากากอนามัย (แมสก์) หมั่นล้างมือ และเว้นระยะห่าง โดยคิดเสมอว่า ตัวเราและคนที่อยู่รอบตัวอาจเป็นผู้ติดเชื้อ ขณะที่การเดินทางกลับภูมิลำเนา ท่องเที่ยว ขอให้ยึดหลัก “ขับไม่ดื่ม ดื่มไม่ขับ” และมาตรการ ไม่เมา หากต้องขับรถ ต้องงดดื่มแอลกอฮอล์ ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ สวมหมวกนิรภัยทุกครั้งที่ขี่รถจักรยานยนต์ เพื่อลดความรุนแรง ป้องกันการเสียชีวิตจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ สวมแมสก์ตลอดเวลา และให้สวม 2 ชั้น เมื่อต้องเข้าแหล่งชุมชน

นายสาธิตกล่าวว่า การช่วยลดอุบัติเหตุทางถนน ได้ขอให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทั่วประเทศ ร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และท้องถิ่น ดูแลความปลอดภัย ประเมินอาการมึนเมา และคัดกรองผู้ขับขี่ที่ดื่มแล้วขับ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ออกไปขับรถบนถนน สอดส่องร้านค้าในชุมชนที่ฝ่าฝืนกฎหมาย แอบจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นอกสถานที่ เช่น ปั๊มน้ำมัน สถานที่ราชการ สถานศึกษา สถานที่ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา สวนสาธารณะของทางราชการ รวมถึงขายในเวลาที่ห้ามขาย การเร่ขาย โดยเฉพาะห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 20 ปี นอกจากนี้ ยังช่วยเคาะประตูบ้าน สื่อสารความรู้ในการดูแล ป้องกันอุบัติเหตุไปถึงคนในชุมชน เพื่อลดอุบัติเหตุอีกทางหนึ่ง

Advertisement

ด้าน นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า ได้สั่งการให้ 1.เปิดศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุขทั้งส่วนกลางและจังหวัดเพื่อประสานและสนับสนุนการทำงานของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน 2.ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) / โรงพยาบาล (รพ.) ฝึกทักษะการช่วยเหลือผู้ป่วยบาดเจ็บและผู้ป่วยฉุกเฉินให้กับชุดปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และ 3.เตรียมความพร้อมศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการทีมปฏิบัติการฉุกเฉิน (EMS) ของ รพ.และเครือข่ายภาครัฐและเอกชนทุกระดับ รวมทั้งหน่วยปฏิบัติการทางอากาศและทางเรือ มีหน่วยกู้ชีพ ทั้งระดับพื้นฐานและระดับสูงประจำบนเส้นทางถนนสายหลักที่มีจุดตรวจ/จุดบริการอยู่ห่างกันมาก เพื่อให้การรักษาพยาบาลเป็นไปอย่างรวดเร็ว

“รพ.ทุกแห่งเพิ่มจำนวนบุคลากรเป็น ร้อยละ 120-130 เตรียมพร้อมห้องฉุกเฉิน ห้องผ่าตัด ห้องไอซียู (ICU) และระบบส่งต่อ ให้บริการเจาะเลือดตรวจระดับแอลกอฮอล์ของผู้ขับขี่ที่เกิดอุบัติเหตุตามที่ตำรวจร้องขอ นอกจากนี้ ให้เตรียมป้องกันเหตุความรุนแรงในสถานพยาบาลโดยประสานตำรวจท้องที่ตรวจความเรียบร้อยเป็นระยะ หากมีผู้เข้ารับการรักษาจากเหตุทะเลาะวิวาท ให้ส่งกำลังพลมาเตรียมพร้อมระงับเหตุและดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุขั้นเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ผู้ป่วย และญาติ ที่มารับบริการ” นพ.เกียรติภูมิกล่าว

ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ที่ผ่านมายังพบร้านค้ากระทำผิดทั้งการขายสุราในสถานที่ และเวลาที่ห้ามขาย รวมถึงขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี จึงได้เน้นย้ำให้หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ทำงานเชิงรุกโดยช่วงก่อนเทศกาล จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกตรวจเตือน ประชาสัมพันธ์การปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ และในช่วงเทศกาลให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

“ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยขอให้ประชาชนช่วยสอดส่อง หากพบการขายและดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ห้ามขาย และการโฆษณาส่งเสริมการขายให้แจ้งศูนย์ร้องเรียนบุหรี่และสุรา สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โทร 0-2590-3342 หรือสายด่วน 1422 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง (ชม.)” นพ.โอภาสกล่าว

ทั้งนี้ ทพ.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2565 สสส.มีมาตรการสำคัญได้แก่ 1.สนับสนุนคณะทำงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) 76 จังหวัด หนุนเสริมการทำงานลดอุบัติเหตุในระดับพื้นที่ 2.สนับสนุน “ตำบลขับขี่ปลอดภัย” กว่า 800 ตำบลทั่วประเทศ ทำงานเชิงรุกลดอุบัติเหตุ เน้นกลุ่มเสี่ยงคือผู้ใช้รถจักรยานยนต์ 3.สนับสนุนเครือข่ายกองร้อยอาสาจราจร และเครือข่ายอาสาสมัครในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 4 เน้นการตั้งด่านชุมชนป้องปรามไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ และบูรณาการการเฝ้าระวังโควิด-19 และ 4.สื่อสารรณรงค์ภายใต้แคมเปญ “ดื่มไม่ขับ กลับบ้านปลอดภัย” เตือนสตินักดื่มแล้วขับว่า “รับไหวหรือ” ปีใหม่นี้ สสส.ชวนช่วยกันลดพฤติกรรมเสี่ยง ลดความสูญเสีย เพื่อให้ทุกคนได้ฉลองในเทศกาลปีใหม่นี้อย่างปลอดภัย