ศบค.เผย ยอดติดเชื้อ โอมิครอน ก้าวกระโดด คลัสเตอร์กาฬสินธุ์ เพิ่ม 125 ราย รอผลอีก 97 คน

27.12.21 | 15:08 น.

ศบค. เผย ไทยพบโควิด “โอมิครอน” 514 ราย คลัสเตอร์กาฬสินธุ์พุ่ง 125 ราย รอยืนยันสายพันธุ์อีก 97 ราย พบผู้ป่วยส่วนใหญ่ติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน ไม่ลงปอด แนะ ปชช.เร่งฉีดวัคซีน ยังไม่ปรับมาตรการเทศกาลปีใหม่ ขอจังหวัด-ผู้ประกอบการเคร่งครัดมาตรการ


เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 27 ธันวาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. แถลงถึงสถานการณ์รายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่วันนี้ จำนวน 2,437 ราย หายป่วยกลับบ้าน 3,845 ราย ผู้เสียชีวิต 18 คน ผู้ป่วยรักษาอยู่ 34,436 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 179 ราย สำหรับรายละเอียดผู้เสียชีวิต จำนวน 18 ราย เป็นเพศชาย 8 ราย เพศหญิง 10 ราย อายุ 49-96 ปี อยู่ในพื้นที่ เชียงใหม่ มากที่สุด 3 ราย ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดความรุนแรงของโรคและเสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป และมีโรคประจำตัว

พญ.อภิสมัยกล่าวต่อว่า ส่วนการรายงานผู้ติดเชื้อสายพันธุ์กลายพันธุ์โอมิครอน จากตัวเลขเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาอยู่ที่ 205 ราย ล่าสุดวันนี้ตัวเลขเพิ่มเป็น 514 ราย ถือว่าสัปดาห์นี้ตัวเลขก้าวกระโดด ต้องเน้นย้ำว่าการพบสายพันธุ์โอมิครอนของประเทศยังเป็น 2 ใน 3 คือ ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศ และมีจำนวน 1 ใน 3 ที่เป็นการสัมผัสติดเชื้อจากผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศ สำหรับคลัสเตอร์ที่มีรายงานจากกรมควบคุมโรค กลุ่มใหญ่จะเป็นคลัสเตอร์กาฬสินธุ์ สามี-ภรรยา เดินทางจากประเทศเบลเยี่ยมถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม และจากประวัติไปรับประทานอาหารในผับ ตลาดโรงสี เขตเทศบาลเมือง จ.กาฬสินธุ์ นอกจากผู้ติดเชื้อ 2 รายแรกที่เป็นสามี-ภรรยาแล้ว ยังพบนักดนตรี พนักงานร้าน และพนักงานเสิร์ฟ ลูกค้าผู้ใช้บริการร้านเดียวกัน อีกจำนวน 21 ราย และจากการตรวจสอบผู้สัมผัสเสี่ยงสูง มีการติดเชื้อผลยืนยันผลเป็นสายพันธุ์โอมิครอนสำหรับคลัสเตอร์กาฬสินธุ์ ขณะนี้เป็น 125 ราย ส่วนอีก 97 รายผลยืนยันว่าเป็นสายพันธุ์โอมิครอนหรือไม่

พญ.อภิสมัยกล่าวต่ออีกว่า ส่วนคลัสเตอร์กาฬสินธุ์ยังมีความเกี่ยวโยงกับการติดเชื้อที่ จ.อุดรธานี เพราะจากรายแรกที่เป็นครอบครัวของคลัสเตอร์กาฬสินธุ์ที่มีที่บ้านอยู่ จ.อุดรธานี และตอนนี้ผู้ติดเชื้อ 1 รายของจ.อุดรธานี ทำให้เกิดการติดเชื้อไปยังผู้สัมผัสใกล้ชิดของเคสแรก โดยมีรายงานผู้ติดเชื้อ 6 ราย และ จ.ลำพูน อีก 4 ราย ซึ่งเป็นการสัมผัสเคสยืนยันจากคลัสเตอร์กาฬสินธุ์ นอกจากนี้ ยังมีคลัสเตอร์ของจ.ปัตตานี รายงานผู้ติดเชื้อ 7 ราย ซึ่งเป็นการสัมผัสผู้ติดเชื้อที่เดินทางกลับจากการแสวงบุญที่ประเทศแถบตะวันออกกลาง โดยคลัสเตอร์กลุ่มผู้แสวงบุญ มีรายงานที่ จ.นนทบุรี จ.อยุธยา จ.ปทุมธานี และ กทม. โดยทั้งหมดอยู่ระหว่างรอยืนยันสายพันธุ์ว่าเป็นโอมิครอนหรือไม่ แต่ที่ยืนยันแน่นอนคือที่ กทม. 2 ราย ซึ่งเป็นผู้ติดเชื้อที่ติดจากสามีที่เป็นนักบินชาวไนจีเรีย จ.ภูเก็ต และ จ.กระบี่ 2 ราย มีประวัติเป็นแม่บ้านทำงานในโรงแรมที่ผู้ติดเชื้อพักอาศัย ส่วนคลัสเตอร์กาฬสินธุ์ จะมีการรายงานไปที่ จ.ขอนแก่น และ จ.มหาสารคาม และอีกคลัสเตอรคือผู้ติดเชื้อที่รายงานจาก จ.สุรินทร์ เป็นผู้สัมผัสที่ผู้ติดเชื้อรายแรกเดินทางมาจากประเทศเดนมาร์ก

Advertisement

พญ.อภิสมัยกล่าวต่อว่า สิ่งแรกที่กระทรวงสาธารณสุขเน้นย้ำคือการติดเชื้อโอมิครอน มีรายงานตัวอย่าง 41 ราย พบว่า มีอาการน้อยมาก โดย 54% พบอาการไอ 37% เจ็บคอ และ 29% มีไข้ จึงเห็นว่าการติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนมีลักษณะการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบน จะไม่มีลักษณะลงปอด ทำให้ยากจะพบเชื้อ

พญ.อภิสมัยกล่าวต่ออีกว่า สำหรับผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศเข้าประเทศไทย ช่วงเดือนพฤศจิกายน มีจำนวน 133,061 ราย ถ้าเทียบกับเดือนธันวาคม ระหว่างวันที่ 1-26 ธันวาคม จำนวน 240,227 ราย โดยจำนวนนี้ ไม่เฉพาะแค่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแต่มี 1 ใน 3 เป็นคนไทยด้วย ส่วนสัญชาติที่เดินทางมากที่สุดคือ เยอรมัน สหราชอาณาจักร รัสเซีย และสิงโปร์ โดยประเทศที่เดินทางเข้ามาและติดเชื้อ กลุ่มนักท่องเที่ยว Test & Go จะมีการรายงานติดเชื้อตัวเลขล่าสุดคือ 69 ราย ส่วนนักท่องเที่ยวที่เข้าระบบ Sandbox พบเป็นผู้ติดเชื้อ 15 ราย ส่วน Quarantine พบผู้ติดเชื้อ 7 ราย ส่วนประเทศที่มีรายงานผู้ติดเชื้อสูงสุด คือ สหรัฐอเมริกา รองลงมาคือ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นอกจากนี้ ทางกรมวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ รายงานการติดเชื้อภาพรวมทั้งประเทศ เก็บตัวอย่าง 698 ตัวอย่าง พบว่า ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์เดลต้า คิดเป็น 55.4% ส่วนกลุ่มผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศ พบว่าสัดส่วนของสายพันธุ์โอมิครอนจะมากกว่าสายพันธุ์เดลต้า ตัวอย่าง 333 ราย พบว่า ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน 2 ใน 3 คิดเป็น 56.2%

พญ.อภิสมัยกล่าวต่อว่า จากสถานการณ์ที่เริ่มมีการรายงานสายพันธุ์โอมิครอนจากผู้ที่เดินทางเข้ามาจากต่างประเทศและติดเชื้อในชุมชนไทยจากสัมผัสผู้ติดเชื้อที่เดินทางเข้ามา ทำให้ประเทศไทยและหลายประเทศมีมาตรการตอบโต้สายพันธุ์ดังกล่าว โดยแนะนำให้ประชาชนฉีดวัคซีนบูสเตอร์เข็มที่ 3 ทั้งนี้ ผู้ฉีดเข็ม 3 ในประเทศไทย ยังคงน้อยอยู่ จึงขอความร่วมมือถ้าฉีดวัคซีนเข็ม 1 เข็ม 2 เป็นซิโนแวค หรือซิโนฟาร์ม สามารถเข้ารับวัคซีนเข็ม 3 หลังจากได้รับวัคซีนเข็ม 2 4 สัปดาห์ แต่ถ้าเข็ม 1 และ 2 เป็นวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า รอระยะเวลา 3 เดือนหลังเข็ม 2 ส่วนผู้ติดเชื้อ ก็สามารถฉีดวัคซีนกระตุ้นได้หลัง 3 เดือน

“ประชุม ศบค.ชุดเล็ก มีความเป็นห่วงบุคลากรทางการแพทย์ จึงกำหนดว่าขอให้บุคลากรทางการแพทย์ เข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้น เข็มที่ 4 รวมทั้งประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่มีโรคเรื้อรังด้วย”

พญ.อภิสมัยกล่าวต่ออีกว่า ส่วน 10 อันดับจังหวัดที่มีรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด ในประเทศรายใหม่สูงสุด ประกอบด้วย 1.กรุงเทพมหานคร 427 ราย 2.นครศรีธรรมราช 150 ราย 3.ชลบุรี 138 ราย 4.ขอนแก่น 96 ราย 5.สมุทรปราการ 88 ราย 6.เชียงใหม่ 57 ราย 7.ตรัง 56 ราย 8.ฉะเชิงเทรา 54 ราย 9.สงขลา 53 ราย 10.สุราษฎร์ธานี 52 ราย โดยมีรายงานหลายคลัสเตอร์ อาทิ โรงงาน ตลาด พิธีกรรมทางศาสนา โรงเรียนและสถานศึกษา ส่วนร้านอาหารและสถานบันเทิง พบมากขึ้นในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่ ซึ่งมีหลายพื้นที่ลักลอบเปิดให้บริการและจำหน่ายแอลกอฮอล์ โดยจังหวัดเชียงใหม่ ได้เข้มงวด มีการกำหนดบทลงโทษผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุข ซึ่งทางผู้ว่าฯเชียงใหม่ และคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด เน้นย้ำว่าหากมีสถานประกอบการไม่ปฏิบัติตามมาตรการทำให้เกิดการติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อน ทางเชียงใหม่อาจเสนอให้ปิดหรือล็อคได้บางจุด บางถนน ดังนั้น ต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน หากบางร้านทำตามมาตรการเข้มงวด แต่บางร้านไม่ทำอาจจะทำให้เกิดปัญหากระทบเป็นวงกว้างได้

พญ.อภิสมัยกล่าวต่ออีกว่า สำหรับรายงานผู้ติดเชื้อในพื้นที่ กทม.ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-23 ธันวาคม เห็นได้ชัดว่ากลุ่มผู้ติดเชื้อของ กทม.เป็นกลุ่มที่ไม่มีอาการ ทำให้กลุ่มนี้เดินทางไปมา ส่งผลให้ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงกลายเป็นผู้ติดเชื้อ ส่วนอายุของผู้ติดเชื้อ พบว่า กลุ่มช่วงอายุน้อย ส่วนใหญ่พบในกลุ่ม 20-29 ปี รองลงมาคือ 30-39 ปี ส่วนผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ ดังนั้น กลุ่มผู้มีอายุน้อย เป็นผู้มีโอกาสติดเชื้อง่าย และไม่แสดงอาการ แต่นำเชื้อไปติดกับคนในครอบครัวซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยง และการเสียชีวิต พบรายงานว่าไม่ได้รับวัคซีนเลย ส่วนผู้ได้รับวัคซีน พบ 90% ได้รับวัคซีนไม่ครบ 2 เข็ม สำหรับรายงานการฉีดวัคซีน ตั้งแต่สะสมตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์-26 ธันวาคม รวม 102,681,943 โดส จำนวนผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 สะสม 51,423,045 ราย เข็มที่ 2 สะสม 45,423,045 ราย เข็มที่ 3 สะสม 6,226,249 ราย ดังนั้น เราต้องรณรงค์ให้ประชาชนเข้ารับวัคซีนอย่างต่อเนื่อง เพราะจากรายงานผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ ไม่ได้รับวัคซีน หรือได้รับไม่ครบ

ส่วนจะมีการปรับมาตรการช่วงเทศกาลปีใหม่ เนื่องจากเริ่มมีการพบเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนภายในประเทศ พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ขณะนี้หลายจังหวัดมีการเข้มงวดกวดขันเรื่องการจัดเทศกาลปีใหม่ ซึ่ง ศบค.คำนึงถึงประชาชน เนื่องจากเป็นเทศกาลที่สำคัญ หลายครอบครัวเดินทางไปดูแลผู้สูงอายุและครอบครัวที่ไม่ได้เจอกันเป็นเวลานาน ดังนั้น เบื้องต้นยังไม่มีมาตรการห้ามจัดเทศกาลปีใหม่ แต่ขอให้แต่ละจังหวัดโดยเฉพาะคณะกรรมการโรคติดต่อ กทม.และจังหวัด เข้มงวดมาตรการมากขึ้น รวมทั้งขอให้ผู้ประกอบการเข้มงวดมาตรการเช่นกัน เพื่อให้ปีใหม่ผ่านพ้นไปได้เหมือนเทศกาลลอยกระทงที่ผ่านมา