‘ป้อมมหากาฬ’ วอนรัฐอย่าฟังความข้างเดียว เผยกทม.ข้อมูลเก่า 20 กว่าปี-รื้อเพิ่ม 1 หลังเจ้าบ้านสมัครใจ

6.10.16 | 14:42 น.

เมื่อวันที่ 6 ต.ค. เวลา 10.30 น. ที่ลานกลางชุมชนชนป้อมมหากาฬ เขตพระนคร กรุงเทพ ฯ มีการแถลงการณ์หลังพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวในที่ประชุมที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 5 ต.ค. ให้ดำเนินการรื้อถอนชุมชนต่อ โดยมอบหมายกระทรวงมหาดไทยดูแล โดยประธานชุมชน นักวิชาการ และเครือข่ายชุมชนใกล้เคียง

นางภารนี สวัสดิรักษ์ นักวิชาการอิสระด้านผังเมือง กล่าวว่า ในการประชุมดังกล่าว ชุมชนมีข้อเสนอและเอกสารที่เตรียมนำเสนออย่างเป็นกลาง แต่กลับไม่มีโอกาส โดยมีเพียงการนำเสนอข้อเสนอข้อมูลของทางกทม. เพียงด้านเดียว ทั้งยังเป็นข้อมูลเก่า คือ การกล่าวว่าสวนสาธารณะและโบราณสถานต้องไม่มีชุมชนอยู่ด้วย ซึ่งเป็นชุดความคิดตั้งแต่ พ.ศ. 2535 ที่ไม่ได้มองมิติวัฒนธรรม ไม่พิจารณาข้อมูลทางวิชาการ ทำให้เกิดข้อสรุปเดินหน้าการรื้อถอน อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปดังกล่าวยังไม่ได้เป็นสุดท้าย ยังมีกลไกอื่นอีก

“ขอให้เปิดโอกาสได้นำเสนออยางเป็นทางการต่อหน้าสื่อมวลชน หากกทม. มาชี้แจงด้วยก็ยินดี การสรุปโดยฟังข้อมูลด้านเดียว และเป็นข้อมูลเก่าของรัฐ เป็นการตัดสินที่ไม่รอบด้าน อยากให้มีการตัดสินใจใหม่ ยังไม่ทราบว่าจะมีโอกาสนำเสนอเมื่อไหร่ ขอยืนยันหลักการเดิม ว่าให้หยุดการรื้อถอนเพิ่ม โดยให้มีคณะกรรมการพหุภาคี ขอเวลาไม่เกิน 6 เดือนทำงานให้ได้ข้อสรุป และขอโอกาสนำเสนออย่างเป็นทางการ ซึ่งเน้นประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ชุมชนป้อมมหากาฬยุคสี่จุดศูนย์ เป็นเรื่องที่ต้องคิดว่าย่านเก่าจะอยู่ร่วมสังคมใหม่อย่างไร ไม่ใช่คิดว่าจะรื้อกี่หลังเพื่อจะเป็นสวนและโบราณสถานเท่านั้น” นางภารนีกล่าว

นางภารนียังกล่าวถึงข้อเสนอ ได้แก่ 1.ขอให้ตั้งคณะกรรมการพหุภาคี ซึ่ง จะทำให้ประชารัฐเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ 2. การปรับปรุงที่อยู่อาศัย ไม่ได้ยึดติดว่า แตะต้องบ้านไม่ได้ แต่ขอให้ชัดเจน มีเป้าหมาย 3.ให้ชุมชนเข้มแข็ง มีส่วนร่วมในการดูแลพื้นที่สาธารณะ พื้นที่ส่วนกลางที่จะเชื่อมโยงกับย่านเก่าทั้งหมด 4. มีพื้นที่สำหรับเด็กและเยาวชนในอนาคต 5. การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยมีฐานจากวัฒนธรรมชุมชน สิ่งเก่าและใหม่ จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร 6. หลักการอุรักษ์ เป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งที่เสริมความเป็นโบราณสถาน ภูมิทัศน์ และวัฒนธรรมที่เสริมการอนุรักษ์ที่เป็นสากล

“กทม. ต้องกล้าหาญ แต่อย่าใช้ความกล้าใช้ไปในการทำลาย เพราะอาจจะเสียสิ่งที่ไม่อาจได้คืน รวมถึงจิตใจของประชาชนที่มีต่อรัฐด้วย ส่วนที่กทม.ห่วงว่าหากไม่ดำเนินการจะเป็นการไม่ทำตามกฎหมายนั้น ยืนยันว่าท่านได้ทำตามกฎหมายแล้วคือการรื้อบ้านในส่วนที่ชาวบ้านได้รับเงินและเต็มใจไป สำหรับข้ออ้างว่า มีพระราชกฤษฎีกา (พรฎ.)เวนคืน ฯ ขอเสนอให้เป็นภารกิจของคณะกรรมการพหุภาคีซึ่งมีทางออกจากกสม. ว่า กทม. สามาถรออกข้อบัญญัติได้ รัฐธรรมนูญใหม่เขียนไว้ชัดเจนว่ากฎหมายที่ล้าสมัย ไม่ตอบสนองการดำรงอยู่ของชุมชน ก็สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ พรฎ. เวนคืน เล็กกว่ารัฐธรรมนูญ” นางภารนีกล่าว

Advertisement

นางสุดารา สุจฉายา นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ กล่าวว่า ข้อกฎหมายอาจไม่ได้ถูกอย่างที่รัฐเห็นทั้งหมด อีกทั้งกฎหมายไม่ใช่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะวันนี้ต้องอยู่ร่วมกันพัฒนาบ้านเมืองไปด้วยกัน ความเป็นเมืองไม่สามารถขาดคน และชุมชน ซึ่งเป็นหัวใจของเมืองได้

ต่อมาเวลา ราว 11.00 น. มีการรื้อถอนบ้านเลขที่ 195 ของนางอัมพร สำเภาเงิน ซึ่งสมัครใจย้ายออก โดยเป็นบ้านชั้นเดียวตั้งอยู่ริมคลองหลอดวัดเทพธิดาราม

นางอัมพร กล่าวว่า ตนอยู่ในชุมชนมานานราว 65 ปี เดิมบ้านดังกล่าวเป็นบ้านเช่าที่ทรุดโทรม ต่อมาสามีเสียชีวิต ได้รับเงินชดเชยก้อนหนึ่งจึงนำมาปรับปรุงบ้านในช่วง พ.ศ. 2545 แล้วอยู่อาศัยมาถึงปัจจุบัน เมื่อกทม. เวนคืนพื้นที่ ตนได้รับเงินไปเรียบร้อยแล้ว ในวันนี้จึงสมัครใจย้ายออก เนื่องจากเห็นว่าที่ดินเป็นของหลวง ตนไม่ใช่เจ้าของ โดยจะย้ายไปอยู่บ้านเช่าย่านวัดเทวราชกุญชร ซึ่งเริ่มเช่าไว้ตั้งแต่เดือน ก.ย. เนื่องจากหลานชายเรียนที่โรงเรียนวัดเทวราชกุญชร

ชาวบ้านที่สมัครใจย้าย

ชาวบ้านที่สมัครใจย้าย
ชาวบ้านที่สมัครใจย้าย
ภาพก่อนรื้อถอนบ้านในชุมชนป้อมมหากาฬ
ภาพก่อนรื้อ
ภาพก่อนรื้อ
ภาพก่อนรื้อถอนบ้านในชุมชนป้อมมหากาฬ
ภาพหลังรื้อถอนบ้าน
ภาพหลังรื้อถอนบ้านในชุมชนป้อมมหากาฬ
ภาพหลังรื้อถอนบ้านในชุมชนป้อมมหากาฬ
ภาพหลังรื้อถอนบ้านในชุมชนป้อมมหากาฬ
ภาพหลังรื้อถอนบ้านในชุมชนป้อมมหากาฬ
ภาพหลังรื้อถอนบ้านในชุมชนป้อมมหากาฬ