‘ข้าวสาร’ เข้ม! หวั่นโอมิครอน นายกสมาคมผวาล็อกดาวน์ซ้ำ นักเที่ยวซาแล้วหลังคืนข้ามปี
เมื่อวันที่ 2 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ถนนข้าวสาร เขตพระนคร กรุงเทพฯ ในข่วงหยุดยาวเนื่องในเทศกาลปีใหม่ โดยบริเวณทางเข้าถนนดังกล่าวมีการตั้งจุดตรวจหลักฐานการฉีดวัคซีน ผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนครบสองเข็มจะมีบริการตรวจ Antigen Test Kit (ATK) โดยมีค่าใช้จ่าย 100 บาท
บรรยากาศเวลา 19.13 น. บริเวณสองข้างทางมีร้านอาหารเปิดเป็นจำนวนมาก ผู้เข้ามาใช้บริการผับ บาร์ และร้านอาหารส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ หลายร้านมีการเปิดเพลง เปิดไฟสร้างบรรยากาศและมีพนักงานของร้านยืนเชิญชวนลูกค้าอยู่บริเวณหน้าร้าน โดยภายในแต่ละร้านยังคงมีลูกค้าไม่มากนัก
นายสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมของผู้เข้ามาใช้บริการที่ถนนข้าวสารในช่วงเทศกาลปีใหม่ระหว่างวันที่ 31 ธ.ค.64-1 ม.ค.65 และมาตรการที่ใช้ในการคัดกรองผู้เข้าใช้บริการในช่วงที่ผ่านมาว่า ภาพประมาณการของนักท่องเที่ยวและผู้มาใช้บริการที่ถนนข้าวสารเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.64 น่าจะประมาณ 5,000-7,000 คน แต่ในวันที่ 1 ม.ค.65 ก็เริ่มน้อยลงแล้ว ดูจากตัวเลขรายได้น่าจะเหลือประมาณ 3,000-4,000 คน ในส่วนของมาตรการที่ใช้คัดกรองก่อนเข้าใช้บริการคือเดิมทีตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. ใครที่ยังไม่ได้รับวัคซีนครบสองเข็ม หรือได้รับเพียงเข็มเดียวจะต้องทำการสวอบก่อนเข้าพื้นที่ เพราะฉะนั้นทุกคนที่เข้าถนนข้าวสารจะถูกตรวจเข้ม พนักงานและผู้ประกอบการทุกร้านอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ต้องทำการสวอบและรายงานผลให้กับทางสำนักงานเขตพระนครรับทราบ
“ถ้าพูดถึงนักท่องเที่ยวเราเริ่มเห็นที่เข้ามาประมาณต้นเดือนธันวาคมและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. แต่คำว่าเพิ่มเราดูจากสายตา ประมาณ 300-400 คนต่อวัน จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 20,000 คนต่อวันก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 เราคาดหวังว่าหลังเดือนมกราคมตัวเลขน่าจะหายไปเพราะว่าเรายกเลิก Test&Go” นายสง่ากล่าว

นายสง่ายังได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีของการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย และบอกว่ากำลังมีการหารือที่จะเริ่มนับหนึ่งใหม่ ปิดถนนข้าวสารเพื่อทำความสะอาด และตรวจคัดกรองผู้ประกอบการและพนักงานทุกคน
“โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน เรากลัว เพราะเราไม่อยากกลับมาล็อกดาวน์ วันนี้เราเพิ่งหารือกับทางผู้อำนวยการสำนักงานเขตพระนครว่าถนนข้าวสารจะหยุด 3-4 วันหลังจากปีใหม่ เนื่องจากในช่วงปีใหม่เรารับคนค่อนข้างมาก เราอยากจะปิดธุรกิจทั้งหมดเลย และเมื่อกลับมาเปิดก็ทำการสวอบให้กับพนักงานใหม่ เริ่มนับหนึ่งใหม่เพื่อให้ถนนสะอาดและชัดเจนว่าผู้ประกอบการทุกคนไม่มีเชื้อ ซึ่งเป็นการหารือกันอยู่ยังไม่มีการเคาะ ถ้ามันระบาดมากขึ้นเราอาจจะต้องกลับมาทำการสวอบทุกคนเพราะอย่างอื่นเราไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร สิ่งที่ทำทุกวันนี้คิดว่าค่อนข้างเข้มข้นแล้ว
“เดิมทีถนนข้าวสารเป็นถนนสาธารณะซึ่งทางสมาคมผู้ประกอบการเองเราก็ขออนุญาตทาง ผอ.ว่าขอทำการสวอบตรงหน้าถนนไม่ทำที่ด้านหน้าของแต่ละร้าน ซึ่งทาง ผอ.ก็อนุญาตให้เราดำเนินการ และเราก็คิดว่าเข้มงวดมากพอแล้ว ส่วนของโอมิครอนวันนี้ก็ต้องดูว่าหลังปีใหม่อีก 5-7 วัน ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่เรากังวลเนื่องจากปีใหม่มีการจัดการเคาต์ดาวน์หลายๆ ที่เรากังวลว่าจะมีการระบาดมากขึ้น” นายสง่ากล่าว
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามผู้ประกอบการร้านอาหาร ร้านของที่ระลึก และพนักงานเสิร์ฟที่ถนนข้าวสารถึงการเข้ามาใช้บริการของลูกค้าในช่วงปีใหม่ และการรับมือการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน
ยุ หญิงชาวพม่า แม่ค้าขายเคบับที่ถนนข้าวสารเล่าว่า ช่วงปีใหม่มีลูกค้าชาวต่างชาติมาซื้อเยอะ โดยเฉพาะในช่วงวันเสาร์และอาทิตย์
“ช่วงนี้คนเดินเยอะอยู่ค่ะ วันเสาร์อาทิตย์คนเยอะ รายได้ประมาณ 4,000 บาทต่อวัน วันธรรมดาจะประมาณ 2,000-3,000 บาท ลูกค้ามีทั้งคนไทยและคนต่างชาติ โควิดก็กลัว ถ้าติดขึ้นมาก็หยุดขาย เราไม่มีอาชีพอื่นแล้วด้วย ขายของอย่างเดียว” ยุกล่าว

นางสาวปัทมาวรรณ ปานแดง พนักงานเสิร์ฟร้านอาหารเกาหลีในถนนข้าวสารเล่าถึงบรรยากาศในช่วงหลังวันสิ้นปีว่า มีลูกค้าน้อยลง ส่วนมากจะเป็นคนต่างชาติมากกว่าคนไทย และกลัวว่าหากเกิดการระบาดของโควิด-19 อีก ร้านจะถูกปิดอีกครั้ง
“หลังจากวันที่ 1 ม.ค.เป็นต้นมาคนไม่ค่อยเยอะ ส่วนมากจะเป็นต่างชาติ คนไทยไม่ค่อยมีแล้ว ที่มีโควิดระบาดเราก็กลัวร้านโดนปิดอีกรอบเพราะก่อนหน้านี้ก็เคยโดนปิดและหยุดไปนานเป็นปีๆ ตอนนั้นเป็นพนักงานเสิร์ฟของเบียร์ยี่ห้อหนึ่ง” ปัทมาวรรณกล่าว
ด้านนายชรินทร์ วินิจสรณ์ เจ้าของร้านขายของที่ระลึกและของชำร่วย เล่าว่า ชาวต่างชาติเข้ามาที่ถนนข้าวสารจำนวนมากในช่วงวันคริสต์มาสและเริ่มลดลงหลังจากนั้น แต่ในช่วงปีใหม่เริ่มมีนักท่องเที่ยวกลับเข้ามามากขึ้น เรื่องมาตรการป้องกันโควิด-19 ทางร้านมีความเข้มงวดมากพอ แต่ถ้าหากต้องมีการปิดร้าน ตนก็สามารถขายผ่านช่องทางออนไลน์ได้
“โรคระบาดทำให้พ่อค้าแม่ค้าในข้าวสารเตรียมตัวกันมากขึ้น แต่จากที่พูดคุยกับชาวต่างชาติก็ไม่ค่อยมีความรู้สึกว่าเขากลัว ส่วนตัวเราเองเราก็ต้องระมัดระวังขึ้น เว้นระยะห่าง ใส่แมสก์ ล้างมือบ่อยๆ พวกร้านอาหารก็มีการจัดให้เว้นระยะห่าง อย่างทางร้านเราก็ไม่ได้น่ากลัวเท่าไหร่เพราะเว้นระยะห่างอยู่แล้ว แต่ถ้าต้องมีการปิดร้านผมก็มีเพจเฟซบุ๊ก มีช่องทางการขายออนไลน์เปลี่ยนไปเอาตัวรอดอีกทางหนึ่ง” นายชรินทร์กล่าว
นายประยุทธ์ พาหา ผู้ประกอบอาชีพคนขับรถตุ๊กตุ๊ก ให้สัมภาษณ์ว่า ในช่วงปีใหม่มีลูกค้าเพิ่มขึ้นมาจากเดิมเล็กน้อย แต่ก็มีจำนวนมากขึ้นหลังจากมีการเปิดประเทศ ต่อให้มีการระบาดของโควิดอีกครั้งตนก็ยังคงต้องออกมาทำงานเช่นเดิม
“ช่วงปีใหม่ก็มีลูกค้าเพิ่มขึ้นมานิดหน่อย ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติมีเยอะกว่าตอนที่ยังไม่เปิดประเทศ วันหนึ่งได้ 3-4 เที่ยว โดยเป็นชาวต่างชาติ ประมาณ 600-700 บาท ส่วนใหญ่วัยรุ่นคนไทยจะขึ้นแท็กซี่มากกว่า
“ก่อนเปิดกับหลังเปิดประเทศรายได้ต่างกันมาก ช่วงปิดประเทศวันหนึ่งได้ 80-100 บาท บางวันไม่ได้เลย เรื่องโควิดถ้ามีล็อกดาวน์อีกก็เรียบร้อยเลย แต่ต่อให้ได้มาก หรือน้อยก็ต้องออกมาขับรถเหมือนเดิม ถึงแม้ไม่ได้เงินสักบาทก็ต้องออกมาขับ” นายประยุทธ์กล่าว








