ปลัด สธ.แนะหลังปีใหม่ตรวจ ATK ก่อนเข้าทำงาน สังเกตโควิด 14 วัน
เมื่อวันที่ 3 มกราคม นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเทศไทยว่า ภาพรวมทั่วโลกมีรายงานผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น ส่วนผู้เสียชีวิตมีทิศทางลดลงต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทย วันนี้พบผู้ป่วยรายใหม่ 2,927 ราย ผู้เสียชีวิต 18 ราย แนวโน้มผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นสูงกว่าการคาดการณ์เล็กน้อย ขณะที่ผู้เสียชีวิตลดลงต่อเนื่องและต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้
นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า ส่วนในกลุ่มผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ พบผู้ติดเชื้อ 168 ราย เป็นชาวต่างชาติ ร้อยละ 78 ส่วนใหญ่ผ่านระบบ Test & Go โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย ภาพรวมการฉีดวัคซีนสะสม 104,491,859 โดส ความครอบคลุมเข็มที่ 1 ร้อยละ 71.2 เข็มที่ 2 ร้อยละ 64.1 และเข็มที่ 3 ร้อยละ 9.8
นพ.เกียรติภูมิกล่าวต่อไปว่า จากการติดตามสถานการณ์พบจุดที่น่าเป็นห่วงคือการแพร่ระบาดลักษณะคลัสเตอร์ในหลายจังหวัดที่มีร้านอาหารกึ่งผับเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อ จากการติดตามสอบสวนโรคพบว่า ร้านเหล่านี้ไม่ปฏิบัติตามมาตรการ COVID Free Setting คือมีระบบระบายอากาศไม่ดี จัดที่นั่งแออัด ไม่มีการเว้นระยะห่าง พนักงานไม่สวมหน้ากากอนามัย มีการจำหน่ายสุราและแสดงดนตรี รวมถึงจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ ซึ่งหลังสิ้นสุดเทศกาลปีใหม่
“คนกลุ่มนี้อาจได้รับเชื้อโควิด-19 และเมื่อกลับมาเรียน หรือทำงานอาจนำเชื้อมาแพร่กระจายต่อได้ ดังนั้น ก่อนเดินทางกลับขอให้มีการตรวจคัดกรองด้วย ATK และเมื่อกลับมาถึง หากสามารถทำงานที่บ้านได้ให้ทำงานที่บ้านเป็นเวลา 14 วัน แต่หากต้องเริ่มปฏิบัติงานทันทีขอให้ตรวจ ATK ก่อนเข้าทำงาน
“ในสัปดาห์แรกให้ตรวจ 2 ครั้ง ห่างกันอย่างน้อย 3 วัน พร้อมทั้งเฝ้าระวังอาการจนครบ 14 วัน และงดการรวมกลุ่มพูดคุย/รับประทานอาหาร หากเกิดการติดเชื้อในโรงงานไม่จำเป็นต้องปิดโรงงาน แต่ขอให้ใช้มาตรการบับเบิล แอนด์ ซีล (Bubble & Seal) เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อออกภายนอก” นพ.เกียรติภูมิ กล่าว
ปลัด สธ.กล่าวด้วยว่า สธ.จะประชุมติดตามสถานการณ์ทุกวัน เพื่อปรับมาตรการต่างๆ ให้ทันสถานการณ์ สำหรับประชาชนขอให้ยังคงปฏิบัติตามมาตรการป้องกันตัวเองขั้นสูงสุด หลีกเลี่ยงการไปสถานที่เสี่ยง เช่น ร้านที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการ COVID Free Setting และหากพบขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่เพื่อดำเนินการแก้ไขปรับปรุง รวมทั้งขอให้ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ทั้งผู้สูงอายุ ผู้มีโรคเรื้อรัง สตรีมีครรภ์ ติดต่อขอรับวัคซีนได้ที่สถานพยาบาลของรัฐใกล้บ้าน เนื่องจากข้อมูลทั้งในประเทศและต่างประเทศยืนยันตรงกันว่าการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นจะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานต่อเชื้อโควิด-19 ลดการป่วยหนักและเสียชีวิตได้
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

