สธ.เผย “ไม่ปิดเหมาโหล” เตรียมเสนอ ศบค.ปรับระดับสีคุมโควิด-19 เล็ง 10 จว.ติดเชื้อเกินวันละ 100 ราย ยันเดินทางข้าม จว.เท่าที่จำเป็น “โรงงาน-ร.ร.” เข้มมาตรการได้ ไม่ต้องปิด
เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงประกาศยกระดับมาตรการแจ้งเตือนภัยสาธารณสุขจากระดับ 3 เป็นระดับ 4 จากทั้งหมด 5 ระดับ ว่า สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกวันนี้เป็นอีกวันที่สำคัญเนื่องจากมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2.23 ราย สะสม 297 ล้านราย แต่ที่น่าสังเกตคืออัตราการเสียชีวิตลดน้อยลงจากเดิม 2.2% เหลือ 1.8% ซึ่งอาจเพราะเชื้อมีความอ่อนความรุนแรงลง มีการฉีดวัคซีนทั่วโลกหลายพันล้านโดส รวมถึงการรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 5,775 ราย เพิ่มมากกว่าค่าเฉลี่ยใน 7 วันย้อนหลังซึ่งอยู่ที่ 3,561 ราย วันนี้เป็นวันที่ผู้ป่วยเพิ่มค่อนข้างมาก โดยเป็นผู้มาจากต่างประเทศ 215 ราย โดยจากระบบ test & go 135 ราย แซนด์บ็อกซ์ 62 ราย แต่แนวโน้มคนมีอาการหนักปอดอักเสบลดลง เหลือ 536 ราย และผู้ที่มีอาการมากต้องใส่ท่อช่วยหายใจก็ลดลง 146 ราย ส่วนผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 11 ราย แนวโน้มลดลง ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ทั่วโลก
นพ.โอภาสกล่าวว่า ภาพรวมการติดเชื้อในประเทศแต่ละจังหวัด พบว่าชลบุรีมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก 769 ราย ตามด้วยสมุทรปราการ 494 ราย และกรุงเทพฯ 454 ราย สังเกตได้ว่าเป็นจังหวัดท่องเที่ยวมีคนเดินทาง รวมถึงมีการเกิดคลัสเตอร์ต่างๆ เช่น ร้านอาหารกึ่งผับบาร์ ที่ดื่มสุราผิดมาตรการ ที่พบในหลายที่ เช่น อุบลราชธานี โดยเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีแล้ว ภาพรวมการติดเชื้อแนวโน้มเป็นไปตามที่เราคาดการณ์ไว้ว่าหากไม่มีมาตรการ ก็จะพบผู้ติดเชื้อเกินวันละหมื่นรายได้เร็ววันนี้ ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มลดลง เกิดจากการฉีดวัคซีนป้องกันอาการรุนแรง จึงขอให้ทุกคนมารับตามกำหนด
นพ.โอภาสกล่าวว่า สรุปปัจจัยเสี่ยงมาจากช่วงเทศกาลที่ผ่านมา เข้าสถานที่เสี่ยง สถานที่ทำผิดกฎหมาย เช่น ร้านอาหารกึ่งผับบาร์ ที่มีความแออัด มีงานเลี้ยง งานบุญ รวมถึงเมื่อหมดเทศกาลคนเริ่มเดินทางกลับมาทำงาน ดังนั้น มาตรการทำงานจากบ้าน (WFH) ยังเป็นมาตรการสำคัญ และย้ำเรื่องการตรวจ ATK ก่อนกลับไปทำงานอย่างน้อย 2 ครั้ง ห่างกัน 3 วัน และควรตรวจเป็นประจำ หากพบผลบวกให้ติดต่อสายด่วน 1330 เพื่อลงทะเบียนทำแยกกักที่บ้าน (Home Isolation) หรือศูนย์พักคอยในชุมชน (Community Isolation) โดยเป็นแนวทางการรักษาผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการ ขอให้ยึดการรักษาจากที่บ้านเป็นเวลา 10 วัน เพื่อให้เตียงใน รพ.สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรง หรือมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต
“ช่วงนี้ขอให้งดไปร้านอาหารกึ่งผับบาร์ สถานที่เสี่ยง ที่แออัด” นพ.โอภาสกล่าว
นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า ตามที่ สธ.แจ้งเตือนภัยให้กับประชาชนจากระดับ 3 เป็น 4 ต้องย้ำว่าเป็นการเตือนภัยจากการประเมินภาพรวมโดยกระทรวง ซึ่งต่างกับ ศบค.ที่จะประกาศเป็นพื้นที่เสี่ยงตามระดับสี โดยจะมีมาตรการต่างๆ เช่น ห้ามทำกิจกรรม ขณะนี้เรายกระดับเป็น 4 ซึ่งความร่วมมือจากทุกคนกับภาครัฐ คือ 1.งดไปสถานที่เสี่ยง งดรับประทานอาหาร ดื่มสุราในร้านอาหาร เช่น สถานที่ระบบอากาศไม่ดี คนแออัด สวมหน้ากากอนามัยน้อยมาก หรือมีคนไม่สวมหน้ากากอนามัย เช่น ร้านอาหารกึ่งผับบาร์ 2.กิจกรรมที่คนร่วมกันมาก ขอให้เลี่ยงหรืองด 3.การเดินทางข้ามจังหวัด ขอให้เดินทางเฉพาะที่จำเป็น เช่น หากเดินทางด้วยรถสาธารณะ จะต้องระมัดระวัง สวมหน้ากากอนามัย ตรวจ ATK ที่ต้องเดินทางนานๆ
“ยังคงเดินทางข้ามจังหวัดได้ แต่ขอให้เฉพาะที่จำเป็น หากต้องไปก็ต้องสวมหน้ากากอนามัย ป้องกันตัวเองเข้มงวด สำหรับการเดินทางไปต่างประเทศ พบว่าคนไทยติดเชื้อกลับมาจำนวนมาก ดังนั้น หากไม่จำเป็นขอให้งดเดินทางไปในช่วงนี้” นพ.โอภาสกล่าว และว่า ผู้ที่เดินทางเข้ามาก็ต้องเข้าระบบกักตัว โดยเราจะเสนอ ศบค.ในเรื่องนี้ให้เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งจะประชุมในวันพรุ่งนี้ (7 ม.ค.)
เมื่อถามว่า มีกี่จังหวัดที่จะปรับเป็นสีแดง สีแดงส้ม นพ.โอภาสกล่าวว่า เรื่องนี้สธ.เตรียมเสนอ แต่ขอให้ผ่านการพิจารณาของ ศบค.ก่อน ซึ่งจะประชุมในวันที่ 7 ม.ค.นี้ อย่างขณะนี้ถ้าดูสถานการณ์จะมีอยู่ 10 จังหวัดที่มีอัตราการติดเชื้อเกิน 100 รายต่อวัน แต่ก็จะต้องประเมินอีกครั้ง ส่วนมาตรการที่จะเข้าไปดำเนินการนั้นเบื้องต้นกรณีสีแดง สีแดงส้ม การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น หากพื้นที่ไหนถูกยกระดับก็ทำไม่ได้
ส่วนโรงเรียนไม่ถือเป็นพื้นที่เสี่ยง จุดที่เสี่ยงในโรงเรียนมี 2 จุดคือ 1.การรับประทานอาหารในโรงอาหาร 2.การทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน เช่น การเชียร์กีฬา การร้องเพลง หากปรับตรงนี้ได้ก็ไม่ถือว่าเสี่ยง ขณะที่วันเด็กเสาร์ที่ 8 ม.ค.นี้ ขอให้ประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงกัน อย่างกรณีมีกิจกรรมโรงหนังให้เด็กเข้าไปดูหนังฟรีนั้นหากมีระบบระบายอากาศดี มีการจำกัดจำนวนคน มีการสวมหน้ากากอนามัยก็สามารถทำได้ แต่ขอให้ประเมิน และชั่งน้ำหนักดูว่าจะคุ้มหรือไม่ หากไม่คุ้มอาจจะเลื่อนดีกว่า
เมื่อถามว่า ณ ขณะนี้ประชาชนต้องไม่ไปรับประทานอาหารข้างนอก หรือห้างสรรพสินค้าต้องปิดหรือไม่ นพ.โอภาสกล่าวว่า เป็นการแจ้งเตือนประชาชน เพราะการใช้ชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ต้องระมัดระวัง เพียงแต่การรับประทานอาหารต้องถอดหน้ากากอนามัยออก หากถอดไม่นาน ความเสี่ยงก็น้อยลง รวมถึงคนที่เราไปรับประทานอาหารร่วมด้วย หลายครั้งใช้วิธีตรวจ ATK ก่อนไปรับประทานอาหารก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ขณะนี้ยังไม่ถึงระดับ 5 ที่ต้องงดหมด ตอนนี้จึงขอความร่วมมือว่า อะไรคือความเสี่ยง อะไรขอความร่วมมือ สรุปคือ มาตรการทางกฎหมายขอให้รอทาง ศบค.ซึ่ง สธ.ได้เตรียมข้อมูลแล้ว โดยมีแนวทางต่างๆ อย่างการเข้าประเทศ เป็นต้น
“ส่วนห้างสรรพสินค้าก็ต้องพิจารณาว่า จุดไหนมีความเสี่ยง คือ ทั้งหมดทั้งปวงเราไม่ได้ปิดแบบเหมาโหล เพราะคนก็ต้องทำงาน หากปิดหมด พวกเขาจะต้องกลับบ้าน กลับภูมิลำเนาก็จะยิ่งเสี่ยงนำเชื้อไปแพร่ระบาดได้ รวมไปถึงโรงงาน หากพบการติดเชื้อแล้วมีพื้นทำมาตรการบับเบิล แอนด์ ซีล ได้ ย้ำว่าไม่มีความจำเป็นต้องปิด” นพ.โอภาสกล่าว

